ฟังก์ชัน IFS ใน Excel

ฟังก์ชัน IFS ใน Excel ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่มี “หลายเงื่อนไข” โดยไม่ต้องซ้อนฟังก์ชัน IF หลายชั้น ซึ่งทำให้สูตรซับซ้อนและอ่านยาก ฟังก์ชัน IFS ช่วยให้สามารถตรวจสอบเงื่อนไขหลายกรณีแบบเรียงลำดับได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น การให้เกรดนักเรียนจากคะแนนสอบ หากคะแนน >= 80 ได้ A, 70-79 ได้ B, 60-69 ได้ C และต่ำกว่านั้นให้ F ก็สามารถทำได้ในสูตรเดียวด้วย IFS

ฟังก์ชันนี้มีประโยชน์มากเมื่อต้องประมวลผลเงื่อนไขที่ต้องการความละเอียด เช่น การให้ส่วนลด การประเมินผล หรือการจัดระดับความสำคัญต่าง ๆ

ประโยชน์ของฟังก์ชัน IFS ใน Excel

  • ลดการใช้ IF ซ้อนหลายชั้น
  • อ่านสูตรง่ายและดูแลรักษาได้สะดวก
  • เหมาะสำหรับเงื่อนไขลำดับชั้น เช่น การประเมินคะแนน, การวิเคราะห์ผล
  • ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

IFS(logical_test1, value_if_true1, [logical_test2, value_if_true2], …)

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน IFS มีดังนี้:

  • logical_test1 – เงื่อนไขที่ 1 ที่ต้องการตรวจสอบ
  • value_if_true1 – ค่าที่จะแสดงถ้าเงื่อนไขที่ 1 เป็นจริง
  • [logical_test2, value_if_true2] – เงื่อนไขที่ 2 และค่าที่ต้องการให้แสดงหากเป็นจริง (สามารถเพิ่มได้เรื่อย ๆ)

ตัวอย่างการใช้งานทั่วไป

=IFS(A2>=80, "A", A2>=70, "B", A2>=60, "C", A2<60, "F")

ผลลัพธ์:

  • ถ้า A2 มากกว่าหรือเท่ากับ 80 จะแสดง A
  • ถ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 70 แต่อยู่ต่ำกว่า 80 จะแสดง B
  • ถ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 60 แต่อยู่ต่ำกว่า 70 จะแสดง C
  • ถ้าต่ำกว่า 60 แสดง F

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน IFS ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: การให้เกรดนักเรียน

สมมติคุณครูต้องการให้เกรดนักเรียนตามช่วงคะแนน

ชื่อคะแนน
สมชาย85
มานี73
วีระ66
ก้อง55

สูตร

=IFS(B2>=80, "A", B2>=70, "B", B2>=60, "C", B2<60, "F")
ใช้ฟังก์ชัน IFS ใน Excel ให้เกรดนักเรียน
  • ถ้า B2 >= 80 จะคืนค่า “A”
  • ถ้า B2 >= 70 แต่ < 80 จะคืนค่า “B”
  • ถ้า B2 >= 60 แต่ < 70 จะคืนค่า “C”
  • ถ้า < 60 จะคืนค่า “F”

ผลลัพธ์

ให้เกรดนักเรียนตามช่วงคะแนน

ตัวอย่างที่ 2: กำหนดระดับส่วนลดให้ลูกค้า

สมมติร้านค้าต้องการจัดส่วนลดให้ลูกค้าตามยอดซื้อ

ลูกค้ายอดซื้อ (บาท)
อารี15,000
บีม8,500
แนน3,200

สูตร

=IFS(B2>=10000, "ส่วนลด 20%", B2>=5000, "ส่วนลด 10%", B2<5000, "ไม่มีส่วนลด")
ใช้ฟังก์ชัน IFS ใน Excel กำหนดระดับส่วนลดให้ลูกค้า
  • ถ้า B2 >= 10000 จะคืนค่า “ส่วนลด 20%”
  • ถ้า B2 >= 5000 แต่ < 10000 จะคืนค่า “ส่วนลด 10%”
  • ถ้า < 5000 จะคืนค่า “ไม่มีส่วนลด”

ผลลัพธ์

จัดส่วนลดให้ลูกค้าตามยอดซื้อ

ตัวอย่างที่ 3: ใช้ฟังก์ชัน IFS ใน Excel ประเมินความเสี่ยงทางการเงิน

สมมติต้องการจัดระดับความเสี่ยงจากคะแนนเครดิต

ลูกค้าคะแนนเครดิต
A820
B710
C630
D500

สูตร

=IFS(B2>=800,"ต่ำมาก",B2>=700,"ต่ำ",B2>=600,"ปานกลาง",B2<600,"สูง")
ใช้ฟังก์ชัน IFS ใน Excel ประเมินความเสี่ยงทางการเงิน
  • เริ่มตรวจสอบจาก B2 >= 800 ถ้าเป็นจริง จะได้ผลลัพธ์ว่า “ต่ำมาก”
  • ถ้าไม่ใช่ ให้ตรวจสอบว่า B2 >= 700 หรือไม่ ถ้าใช่ จะได้ “ต่ำ”
  • ถัดมา ถ้า B2 >= 600 จะได้ “ปานกลาง”
  • หากไม่มีข้อใดตรงเลย แสดงว่า B2 < 600 จะได้ “สูง”

ผลลัพธ์

จัดระดับความเสี่ยงจากคะแนนเครดิต

ตัวอย่างที่ 4: ใช้ IFS ร่วมกับ ISNUMBER

ต้องการตรวจสอบข้อมูลว่ามีคะแนนหรือไม่ หากไม่ใช่ตัวเลขให้แสดงว่า “ข้อมูลผิด”

ชื่อคะแนน
กิตติ85
อรทัยไม่มีข้อมูล
พีระ70
จารุวรรณERROR
มานพ91

สูตร

=IFS(ISNUMBER(B2),"คะแนนถูกต้อง",NOT(ISNUMBER(B2)),"ข้อมูลผิด")
ใช้ฟังก์ชัน IFS ใน Excel ร่วมกับ ISNUMBER
  • ใช้ ISNUMBER เพื่อตรวจว่าค่าในเซลล์เป็นตัวเลขหรือไม่
  • ถ้าใช่ แสดงว่า “คะแนนถูกต้อง”
  • ถ้าไม่ใช่ แสดงว่า “ข้อมูลผิด”

ผลลัพธ์

ตรวจสอบข้อมูลว่ามีคะแนนหรือไม่

หมายเหตุ

  • ฟังก์ชัน IFS ตรวจสอบเงื่อนไขจากซ้ายไปขวา หยุดทันทีเมื่อเจอเงื่อนไขที่เป็นจริง
  • ถ้าทุกเงื่อนไขเป็น FALSE จะเกิดข้อผิดพลาด #N/A หากไม่มีการจัดการเงื่อนไข fallback
  • ใช้ควบคู่กับฟังก์ชันอื่นได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

สรุป

ฟังก์ชัน IFS ใน Excel เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การตรวจสอบหลายเงื่อนไขง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้ ฟังก์ชัน IF ซ้อนกันหลายชั้น เหมาะกับงานที่ต้องมีการตัดสินใจแบบเรียงลำดับ เช่น ให้เกรด ประเมินระดับ หรือแบ่งกลุ่มข้อมูล ฟังก์ชันนี้ช่วยให้สูตรอ่านง่ายขึ้น รักษาง่าย และทำงานได้อย่างชัดเจนแม่นยำ

ข้อมูลอ้างอิง: IFS function

แชร์เรื่องนี้