ฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel

ฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel เป็นฟังก์ชัน Dynamic Array รุ่นใหม่ ที่ช่วยจัดเรียงข้อมูลยาว ๆ (vector) ให้แบ่งเป็นหลายคอลัมน์ตามจำนวนที่กำหนด โดยจะเติมค่าลงตามคอลัมน์จากบนลงล่างแล้วเลื่อนขวา เหมาะสำหรับงานที่ต้องจัดข้อมูลยาวให้ดูเป็นระเบียบในรูปแบบตาราง

WRAPCOLS ใช้ได้กับข้อมูลทั้งที่เป็นข้อความ, ตัวเลข, หรือค่าที่ดึงจากสูตรอื่น ๆ และสามารถใช้ร่วมกับฟังก์ชันอย่าง SEQUENCE, SORT, UNIQUE ได้อย่างยืดหยุ่น

ประโยชน์ของฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel

  • ช่วยจัดข้อมูลยาวๆ ให้แบ่งเป็นหลายคอลัมน์
  • ลดการใช้วิธีคัดลอก-วาง หรือจัดเรียงข้อมูลเอง
  • ทำงานร่วมกับฟังก์ชันแบบ Dynamic Array อื่น ๆ ได้ดี
  • เหมาะสำหรับจัดข้อมูลเพื่อทำรายงานหรือกราฟ
  • ช่วยทำให้ตารางมีความเป็นระเบียบและอ่านง่ายขึ้น

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

=WRAPCOLS(vector, wrap_count, [pad_with])
  • vector → ข้อมูลที่จะนำมาแบ่ง
  • wrap_count → จำนวนแถวต่อคอลัมน์
  • [pad_with] → ค่าที่ต้องการเติมถ้าไม่มีข้อมูลเพียงพอ (ค่าเริ่มต้น: #N/A)

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: จัดเรียงรายการสินค้าเป็นหลายคอลัมน์

โจทย์: ต้องการแบ่งชื่อสินค้าเป็น 2 แถวต่อคอลัมน์

ข้อมูลตัวอย่าง

A
Apple
Banana
Orange
Mango
Pineapple
Grape

สูตร

=WRAPCOLS(A2:A7, 2)
ใช้ฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel จัดเรียงรายการสินค้าเป็นหลายคอลัมน์
  • vector คือข้อมูลที่จะนำมาแบ่ง กำหนดเป็น A2:A7 ได้แก่ รายชื่อสินค้า
  • wrap_count กำหนดเป็น 2 หมายถึง แบ่งเป็น 2 แถวต่อคอลัมน์
  • pad_with → ไม่ระบุ หมายถึง ให้ใช้ค่าเริ่มต้น

ผลลัพธ์

แบ่งชื่อสินค้าเป็น 2 แถวต่อคอลัมน์

ตัวอย่างที่ 2: ใช้ WRAPCOLS จัดเรียงตัวเลขเป็นตาราง

โจทย์: ต้องการจัดตัวเลข 1–10 เป็นคอลัมน์ละ 3 แถว

ตัวเลข 1-10 ในตัวอย่างนี้ เราจะใช้ฟังก์ชัน SEQUENCE สร้าง

=SEQUENCE(10)

สูตร

=WRAPCOLS(SEQUENCE(10),3)
ใช้ฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel จัดเรียงตัวเลขเป็นตาราง
  • vector สร้างตัวเลขด้วยฟังก์ชัน SEQUENCE(10) ได้ตัวเลข 1–10
  • wrap_count กำหนดเป็น 3 หมายถึง ต้องการ 3 แถวต่อคอลัมน์
  • pad_with → ไม่ระบุ หมายถึง ให้ใช้ค่าตั้งต้น จะได้ #N/A

ผลลัพธ์

จัดตัวเลข 1–10 เป็นคอลัมน์ละ 3 แถว

ตัวอย่างที่ 3: เติมค่า “-” แทนช่องว่าง

โจทย์: ต้องการให้ช่องว่างที่ไม่มีข้อมูลแสดงเป็น “-” แทน #N/A

ข้อมูลตัวอย่าง

A
A1
A2
A3
A4
A5

สูตร

=WRAPCOLS(A1:A5,2,"-")
ใช้ฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel เติมค่า “-” แทนช่องว่าง
  • vector ข้อมูลที่จะนำมาแบ่ง กำหนดเป็น A1:A5 คือข้อมูลที่อยู่ในเซลล์ A1–A5
  • wrap_count กำหนดเป็น 2 หมายถึง ต้องการ 2 แถวต่อคอลัมน์
  • pad_with กำหนดเป็น “-” หมายถึง ให้เติม “-” เมื่อข้อมูลไม่พอ

ผลลัพธ์

ให้ช่องว่างที่ไม่มีข้อมูลแสดงเป็น “-”

ตัวอย่างที่ 4: ใช้ฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel ร่วมกับ UNIQUE

โจทย์: ต้องการจัดเรียงชื่อพนักงานที่ไม่ซ้ำเป็นตาราง 2 แถวต่อคอลัมน์

ข้อมูลตัวอย่าง

A
Somchai
Arthit
Kanya
Somchai
Arthit
Napat

สูตร

=WRAPCOLS(UNIQUE(A2:A7),2)
ใช้ฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel ร่วมกับ UNIQUE
  • UNIQUE(A2:A7) → คืนค่าข้อมูลที่ไม่ซ้ำในช่วงเซลล์ A2 – A7 (Somchai, Arthit, Kanya, Napat)
  • WRAPCOLS() → แบ่งข้อมูลที่ได้มาออกเป็น 2 แถวต่อคอลัมน์

ผลลัพธ์

จัดเรียงชื่อพนักงานที่ไม่ซ้ำเป็นตาราง 2 แถวต่อคอลัมน์

คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้งาน

  • ใช้ได้กับ Excel 365 และ Excel 2021 ขึ้นไป
  • ถ้า vector เป็นค่า error ต้องจัดการด้วย IFERROR ก่อน
  • ใช้ pad_with เพื่อให้ตารางดูเรียบร้อย
  • สามารถใช้ร่วมกับฟังก์ชัน SORT, UNIQUE, SEQUENCE เพื่อสร้างผลลัพธ์แบบ dynamic ได้

สรุป

ฟังก์ชัน WRAPCOLS ใน Excel เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการข้อมูลยาวๆ ให้เป็นตารางหลายคอลัมน์อย่างง่ายดายและมีความ dynamic เหมาะสำหรับจัดข้อมูลเพื่อรายงานหรือการวิเคราะห์ การเข้าใจการใช้ฟังก์ชัน WRAPCOLS และการต่อยอดกับฟังก์ชันอื่น เช่น UNIQUE, SORT, SEQUENCE จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน Excel ได้อย่างดีเยี่ยม

ข้อมูลอ้างอิง: WRAPCOLS function

แชร์เรื่องนี้