ฟังก์ชัน AREAS ใน Excel

ฟังก์ชัน AREAS ใน Excel เป็นฟังก์ชันที่หลายคนอาจยังไม่คุ้น แต่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่ทำงานกับสูตรที่มีหลายช่วงอ้างอิง เช่น (A1, B2:C3, D4) ฟังก์ชันนี้สามารถนับได้ว่ามีกี่ “กลุ่มช่วงอ้างอิง” อยู่ในสูตร ซึ่งช่วยให้เราตรวจสอบสูตรหรือเขียนสูตรอัตโนมัติได้แม่นยำขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือเวลาทำสูตรรวมข้อมูลจากหลายช่วง เช่น SUM(A1, B2:C3, D4) ถ้าใช้ AREAS() ครอบช่วงเหล่านี้ จะบอกจำนวนช่วงที่อ้างอิง เช่น 3 ช่วง แทนที่จะบอกผลรวมของตัวเลขภายในช่วง ทำให้เหมาะกับการตรวจสอบสูตรที่ซับซ้อน การเขียนเงื่อนไขแบบไดนามิก หรือการจัดการช่วงอ้างอิงอัตโนมัติ

ประโยชน์ของฟังก์ชัน AREAS ใน Excel

  • นับจำนวนช่วงอ้างอิงในสูตร เช่น (A1, B2:C3, D4) ได้ 3
  • ช่วยตรวจสอบสูตรที่มีหลายช่วงอ้างอิง
  • ใช้สร้างสูตรที่มีเงื่อนไขแบบไดนามิก
  • ลดความผิดพลาดเวลาอ้างอิงข้อมูลหลายช่วง
  • ใช้งานคู่กับฟังก์ชัน INDEX, CHOOSE, INDIRECT ได้ดี

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

AREAS(reference)

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน AREAS มีดังนี้:

  • reference (จำเป็น): ช่วงอ้างอิงเดียว หรือหลายช่วงรวมกัน เช่น (A1, B2:C3, D4)

ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชัน AREAS ใน Excel

ตัวอย่าง: นับจำนวนช่วงอ้างอิง

A
=AREAS((A1, B2:C3, D4))

ผลลัพธ์

A
3
  • สูตร (A1, B2:C3, D4) มี 3 ช่วงอ้างอิง ดังนั้น AREAS จะคืนค่า 3

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน AREAS ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: นับจำนวนช่วงอ้างอิงที่เลือก

โจทย์: นับว่ามีการอ้างอิงกี่ช่วงใน (A1:A5, C1:C5, E1:E5)

ใช้งานฟังก์ชัน AREAS ใน Excel นับจำนวนช่วงอ้างอิงที่เลือก

สูตร:

=AREAS((A1:A5, C1:C5, E1:E5))

ผลลัพธ์

3

ผลลัพธ์จากการใช้งานฟังก์ชัน AREAS ใน Excel นับจำนวนช่วงอ้างอิงที่เลือก
  • (A1:A5, C1:C5, E1:E5) → อ้างอิง 3 ช่วง
  • AREAS คืนค่าจำนวนช่วง = 3

ตัวอย่างที่ 2: ใช้ AREAS ร่วมกับ INDIRECT เพื่อนับช่วงที่ระบุจากข้อความ

AB
A1:B2, C3:D4=AREAS(INDIRECT(A2))

ผลลัพธ์

AB
A1:B2, C3:D42
  • INDIRECT แปลงข้อความ A1:B2, C3:D4 เป็นช่วง
  • AREAS นับจำนวนช่วงได้ 2

ตัวอย่างที่ 3: สร้างสูตรแบบ Dynamic เพื่อรายงานจำนวนตารางในรายงาน

ตัวอย่าง: ในรายงานรายเดือน มีการอ้างอิงหลายช่วง เช่น Summary!A1:A10, Detail!B1:B10 และต้องการเขียนสูตรเพื่อตรวจสอบว่า “เรากำลังสรุปจากกี่ตาราง”

สูตร:

=AREAS((Summary!A1:A10, Detail!B1:B10))
  1. (Summary!A1:A10, Detail!B1:B10) มี 2 ช่วงจากชีตที่ต่างกัน
  2. AREAS จะคืนค่าจำนวนช่วงเป็น 2

ตัวอย่างที่ 4: ตรวจสอบช่วงและดึงค่าเฉพาะจากช่วงที่ 2

ตัวอย่าง: ต้องการดึงค่า C1 จาก (A1:A5, C1:C5) โดยใช้ INDEX และตรวจสอบจำนวนช่วงด้วย AREAS

A B C
1 10 100
2 20 200
3 30 300
4 40 400
5 50 500

สูตรที่ 1 (นับจำนวนช่วง):

=AREAS((A1:A5, C1:C5))

ผลลัพธ์: 2

สูตรที่ 2 (ดึงค่า C1):

=INDEX((A1:A5, C1:C5), 1, 1, 2)

ผลลัพธ์: 100

  • A1:A5, C1:C5 → 2 ช่วง
  • AREAS → คืนค่า 2
  • INDEX(reference, row_num, column_num, area_num) → ดึงแถว 1, คอลัมน์ 1, จากช่วงที่ 2 ได้ C1 ซึ่งมีค่า 100

คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้ฟังก์ชัน AREAS ใน Excel

  • ถ้าใส่ช่วงเดียว เช่น A1:B2 ฟังก์ชัน AREAS จะคืนค่า 1
  • ต้องใส่หลายช่วงในวงเล็บ เช่น (A1, B2:C3, D4)
  • ใช้ร่วมกับฟังก์ชัน INDEX เพื่อเลือกช่วงอ้างอิงตามลำดับได้

สรุป

ฟังก์ชัน AREAS ใน Excel เป็นฟังก์ชันที่ช่วยนับจำนวนช่วงอ้างอิงในสูตร เหมาะสำหรับการตรวจสอบสูตรที่ซับซ้อน และเพิ่มความแม่นยำเวลาเขียนสูตรไดนามิก ใช้งานคู่กับฟังก์ชันขั้นสูงอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลอ้างอิง: AREAS function

แชร์เรื่องนี้