ฟังก์ชัน FALSE ใน Excel

ฟังก์ชัน FALSE ใน Excel เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่ใช้เพื่อคืนค่าคงที่ FALSE ซึ่งมีประโยชน์ในการตรวจสอบเงื่อนไขในสูตร โดยฟังก์ชันนี้ไม่มีอาร์กิวเมนต์และจะคืนค่า FALSE ทุกครั้งที่ใช้งาน

แม้จะดูเรียบง่าย แต่ FALSE เป็นองค์ประกอบสำคัญของตรรกะใน Excel เพราะสามารถใช้ร่วมกับฟังก์ชันอื่น เช่น IF, AND, OR, NOT และการเปรียบเทียบค่าต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการกำหนดผลลัพธ์แบบเงื่อนไขเฉพาะทาง

ประโยชน์ของฟังก์ชัน FALSE ใน Excel

  • ใช้สร้างค่าคงที่ทางตรรกะ “FALSE” ในสูตรได้อย่างชัดเจน
  • ใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน IF, AND, OR, NOT เพื่อควบคุมเงื่อนไข
  • ใช้แทนค่าผลลัพธ์เมื่อไม่ต้องการให้เงื่อนไขผ่าน
  • ช่วยปรับตรรกะในสูตรให้มีความชัดเจนและอ่านง่าย

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

FALSE()

ไม่มีอาร์กิวเมนต์ใด ๆ เมื่อเรียกใช้งานจะคืนค่า FALSE ทันที

ตัวอย่างการใช้งานทั่วไป

=FALSE()

ผลลัพธ์: FALSE

ใช้ร่วมกับ IF

=IF(1=2, TRUE, FALSE())

ผลลัพธ์: FALSE (เนื่องจาก 1 ไม่เท่ากับ 2)

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน FALSE ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: ตรวจสอบสถานะการส่งงาน

สมมติมีข้อมูลนักเรียนและสถานะการส่งงาน หากยังไม่ส่งให้แสดง FALSE

ชื่อส่งงานแล้ว
เอใช่
บีไม่ใช่
ซีใช่

สูตร

=IF(B2="ใช่", TRUE, FALSE())
ใช้ฟังก์ชัน FALSE ใน Excel ตรวจสอบสถานะการส่งงาน
  • ตรวจสอบว่าในคอลัมน์ B เป็นคำว่า “ใช่”
  • ถ้าใช่ ให้แสดง TRUE
  • ถ้าไม่ใช่ ให้แสดง FALSE

ผลลัพธ์

หากยังไม่ส่งให้แสดง FALSE

ตัวอย่างที่ 2: กำหนดเงื่อนไขการผ่านเกณฑ์

หากคะแนนต่ำกว่า 50 ให้ถือว่าไม่ผ่าน และแสดง FALSE

ชื่อคะแนน
ดา60
ฟ้า45
เอก70

สูตร

=IF(B2>=50, TRUE, FALSE())
ใช้ฟังก์ชัน FALSE ใน Excel กำหนดเงื่อนไขการผ่านเกณฑ์
  • เช็กว่า B มากกว่าหรือเท่ากับ 50 หรือไม่
  • ถ้าจริง แสดง TRUE ถ้าไม่ แสดง FALSE

ผลลัพธ์

หากคะแนนต่ำกว่า 50 ให้ถือว่าไม่ผ่าน

ตัวอย่างที่ 3: ใช้ฟังก์ชัน FALSE ใน Excel ร่วมกับฟังก์ชัน AND

ต้องการตรวจสอบว่านักเรียนมีคะแนนสอบผ่านทั้งสองวิชา หากวิชาใดวิชาหนึ่งไม่ผ่านให้แสดง FALSE

ชื่อคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์
เอ6570
บี4075
ซี8045

สูตร

=IF(AND(B2>=50, C2>=50), TRUE, FALSE())
ใช้ฟังก์ชัน FALSE ใน Excel ร่วมกับฟังก์ชัน AND
  • ตรวจสอบว่าคะแนนคณิตศาสตร์ในคอลัมน์ B >= 50 และวิทยาศาสตร์ในคอลัมน์ C >= 50 หรือไม่
  • หากทั้งสองเงื่อนไขเป็นจริง แสดง TRUE
  • หากมีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเป็นเท็จ ให้แสดง FALSE

ผลลัพธ์

หากวิชาใดวิชาหนึ่งไม่ผ่านให้แสดง FALSE

ตัวอย่างที่ 4: ใช้ร่วมกับฟังก์ชัน OR

ต้องการตรวจสอบว่าลูกค้ามียอดซื้อในเดือนใดเดือนหนึ่งถึงเป้าหมายหรือไม่ หากไม่มีเดือนใดถึงเป้า ให้แสดง FALSE

ลูกค้ามกราคมกุมภาพันธ์
A5,0008,000
B2,0001,500
C9,0003,000

สูตร

=IF(OR(B2>=7000, C2>=7000), TRUE, FALSE())
ใช้ฟังก์ชัน FALSE ใน Excel ร่วมกับฟังก์ชัน OR
  • ตรวจสอบว่ายอดซื้อในคอลัมน์ B หรือ C มีค่า >= 7000 หรือไม่
  • หากอย่างน้อย 1 เดือนถึงเป้า ให้แสดง TRUE
  • หากทั้งสองเดือนต่ำกว่าเป้า ให้แสดง FALSE

ผลลัพธ์

หากไม่มีเดือนใดถึงเป้า ให้แสดง FALSE

หมายเหตุ

  • ฟังก์ชัน FALSE ไม่มีอาร์กิวเมนต์ และจะให้ค่าคงที่เสมอ
  • ค่าที่ได้จาก FALSE() เทียบเท่ากับการพิมพ์ FALSE โดยตรงในสูตร
  • ใช้เพื่อเพิ่มความชัดเจนของสูตรและตรรกะ โดยเฉพาะในสูตรที่ซับซ้อน

สรุป

ฟังก์ชัน FALSE ใน Excel เป็นเครื่องมือพื้นฐานแต่สำคัญสำหรับการควบคุมเงื่อนไขทางตรรกะ การนำไปใช้งานร่วมกับ ฟังก์ชัน IF และฟังก์ชันตรรกะอื่น ๆ ทำให้สามารถจัดการข้อมูลอย่างแม่นยำและยืดหยุ่นมากขึ้น เหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ใช้ขั้นสูงในการเขียนสูตรเชิงเงื่อนไข

ข้อมูลอ้างอิง: FALSE function

แชร์เรื่องนี้