ฟังก์ชัน CODE ใน Excel

ฟังก์ชัน CODE ใน Excel คือฟังก์ชันที่ใช้สำหรับแปลงตัวอักษรหนึ่งตัวให้กลายเป็นรหัสตัวเลขที่เป็นค่ารหัส ASCII ของตัวอักษรนั้น เหมาะสำหรับงานที่ต้องการตรวจสอบอักขระ การจัดการกับรหัสหรือสัญลักษณ์พิเศษ และการประมวลผลข้อความที่ต้องการความแม่นยำในระดับ byte

ฟังก์ชันนี้รองรับอักขระภาษาอังกฤษและบางสัญลักษณ์เท่านั้น เนื่องจากจะส่งกลับเป็นรหัส ASCII (ไม่ใช่ Unicode) เหมาะสำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อความเชิงเทคนิค

แม้ว่าฟังก์ชัน CODE จะใช้งานง่าย แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบข้อมูล การเขียนสูตรแบบมีเงื่อนไข และการจัดเรียงข้อความในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับฟังก์ชันอื่น เช่น IF, CHAR, และ CONCATENATE

ประโยชน์ของฟังก์ชัน CODE ใน Excel

  • แปลงตัวอักษรตัวแรกเป็นรหัส ASCII ได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วยในการวิเคราะห์ข้อความ และตรวจสอบข้อมูลที่ผิดปกติ
  • ใช้ควบคุมลำดับการจัดเรียงข้อมูลที่อิงตามรหัสตัวอักษร
  • นำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านการพัฒนาโปรแกรมหรืองานวิเคราะห์ข้อความเชิงลึก

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

CODE(text)

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน CODE มีดังนี้

  • text: ข้อความที่ต้องการแปลงตัวอักษรตัวแรกเป็นรหัส ASCII

ตัวอย่างการใช้งาน

=CODE("A")

ผลลัพธ์

65

  • ตัวอักษรที่ใส่คือ “A”
  • ฟังก์ชัน CODE แปลง “A” เป็นรหัส ASCII
  • ผลลัพธ์ที่ได้คือ 65

การประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน CODE ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: ตรวจสอบรหัส ASCII ของตัวอักษร A

ต้องการทราบว่า A มีรหัส ASCII เป็นเลขอะไร

AB
A=CODE(A1)
  • เซลล์ A1 มีค่าเป็น “A”
  • ใช้สูตร =CODE(A1) เพื่อดึงรหัส ASCII ของตัวอักษรแรกในข้อความ
  • A เป็นอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่ รหัส ASCII คือ 65

ผลลัพธ์

65

ตัวอย่างที่ 2: ตรวจสอบรหัสของตัวอักษรพิมพ์เล็ก

ต้องการเปรียบเทียบรหัสของ a กับ A ว่าแตกต่างกันหรือไม่

AB
a=CODE(A1)
A=CODE(A2)
  • เซลล์ A1 มีค่าเป็น “a”
  • ใช้สูตร =CODE(A1) เพื่อหาค่ารหัส ASCII
  • a เป็นตัวพิมพ์เล็ก มีรหัส 97 ซึ่งต่างจาก A ที่เป็น 65

ตัวอย่างที่ 3: ใช้ฟังก์ชัน CODE ใน Excel ร่วมกับ CHAR เพื่อตรวจสอบความสอดคล้อง

ต้องการทดสอบว่ารหัส 66 แปลงกลับมาเป็นตัวอักษร B ได้หรือไม่

ABC
B=CODE(A1)=CHAR(B1)
  • ใส่ B ในเซลล์ A1
  • ใช้ =CODE(A1) เพื่อหาค่ารหัส ASCII ได้ 66
  • ใส่ =CHAR(B1) เพื่อแปลงรหัส 66 กลับเป็นตัวอักษร ซึ่งได้ B
  1. ใส่ B ในเซลล์ A3
  2. ใช้ =CODE(A3) เพื่อหาค่ารหัส ASCII ได้ 66
  3. ใส่ =CHAR(B3) เพื่อแปลงรหัส 66 กลับเป็นตัวอักษร ซึ่งได้ B

ตัวอย่างที่ 4: ตรวจสอบสัญลักษณ์พิเศษ

สถานการณ์: ต้องการทราบรหัส ASCII ของเครื่องหมาย %

AB
%=CODE(A1)
  • เซลล์ A1 มีค่าเป็น “%”
  • ใช้สูตร =CODE(A1) เพื่อดึงรหัส ASCII ของเครื่องหมายนั้น
  • ได้ค่า 37 ซึ่งตรงกับรหัส ASCII ของ %

ตัวอย่างที่ 5: ใช้ฟังก์ชัน CODE ใน Excel ตรวจสอบรหัสอักขระที่มากับชื่อ

ต้องการทราบว่าอักษรแรกของชื่อ “John” คืออะไร และมีรหัส ASCII เท่าไหร่

AB
John=CODE(A1)
  • เซลล์ A1 มีข้อความว่า “John”
  • ฟังก์ชัน CODE จะพิจารณาเฉพาะอักษรตัวแรกคือ “J”
  • J มีรหัส ASCII เป็น 74

หมายเหตุ

  • ฟังก์ชัน CODE อ่านเฉพาะตัวอักษรตัวแรกของข้อความเท่านั้น
  • รหัส ASCII ของตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A–Z) อยู่ในช่วง 65–90 และตัวพิมพ์เล็ก (a–z) อยู่ในช่วง 97–122
  • หากข้อความว่างเปล่า ฟังก์ชันจะเกิดข้อผิดพลาด #VALUE!

สรุป

ฟังก์ชัน CODE ใน Excel เป็นฟังก์ชันที่ใช้งานง่ายแต่มีความสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลเชิงเทคนิค ช่วยแปลงตัวอักษรเป็นรหัส ASCII และสามารถประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์และจัดการข้อความได้หลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ CHAR เพื่อย้อนกลับค่ารหัสเป็นตัวอักษรอีกครั้ง

ข้อมูลอ้างอิง: CODE function

แชร์เรื่องนี้