ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel

ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel เป็นฟังก์ชันที่ใช้คำนวณความแตกต่างระหว่างวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุด โดยสามารถเลือกให้แสดงผลลัพธ์ในรูปแบบ “จำนวนปี”, “จำนวนเดือน”, “จำนวนวัน” หรือรูปแบบผสม เช่น “ปีและเดือน” หรือ “เดือนและวัน” ได้อย่างยืดหยุ่น

ฟังก์ชันนี้เหมาะสำหรับการคำนวณอายุบุคคล, อายุงาน, ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ, หรือระยะห่างระหว่างวันสำคัญต่าง ๆ โดยใช้งานง่ายและไม่จำเป็นต้องสร้างสูตรซับซ้อน

แม้ว่า DATEDIF จะไม่ได้ปรากฏในรายการแนะนำของ Excel (ไม่มีแสดงขณะพิมพ์สูตร) แต่ก็ยังเป็นฟังก์ชันที่มีอยู่และสามารถใช้งานได้ปกติใน Excel ทุกเวอร์ชัน

ประโยชน์ของฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel

  • คำนวณอายุของบุคคลจากวันเกิด
  • คำนวณจำนวนปีหรือเดือนที่ทำงานในองค์กร
  • คำนวณช่วงเวลาใช้งานสินทรัพย์
  • ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเวลาได้อย่างแม่นยำ

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

DATEDIF(start_date, end_date, unit)

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน DATEDIF มีดังนี้

  • start_date: วันที่เริ่มต้น
  • end_date: วันที่สิ้นสุด
  • unit: หน่วยที่ต้องการคำนวณ
    • "Y" = จำนวนปีเต็ม
    • "M" = จำนวนเดือนเต็ม
    • "D" = จำนวนวัน
    • "YM" = จำนวนเดือนที่เกินปีเต็ม
    • "YD" = จำนวนวันที่เกินปีเต็ม
    • "MD" = จำนวนวันที่เกินเดือนเต็ม

ตัวอย่างการใช้งาน

=DATEDIF(DATE(2000,1,1), DATE(2024,4,27), "Y")

ผลลัพธ์

24

  • วันเริ่มต้นคือ 1 ม.ค. 2000
  • วันสิ้นสุดคือ 27 เม.ย. 2024
  • หน่วย "Y" หมายถึงคำนวณจำนวนปีเต็ม
  • ผลลัพธ์ได้ 24 ปีเต็ม

ต้องการคำนวณระยะเวลาการทำงานของพนักงานแต่ละคนเพื่อประเมินสิทธิการลาพักร้อน

ใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel คำนวณระยะเวลาการทำงานของพนักงาน

สูตรในเซลล์ C2 (คำนวณปีการทำงานถึงวันนี้ (27/04/2025))

=DATEDIF(B2, TODAY(), "Y")

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จากการใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel คำนวณระยะเวลาการทำงานของพนักงาน
  • นำวันที่เริ่มงานมาเทียบกับวันปัจจุบัน
  • ใช้หน่วย "Y" เพื่อคำนวณจำนวนปีเต็ม
  • ได้ระยะเวลาการทำงานของแต่ละคน

ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel กับการประยุกต์ใช้งาน

ตัวอย่างที่ 1: คำนวณอายุจากวันเกิด

สมมติว่ามีรายชื่อพนักงานและวันเกิด ต้องการคำนวณ อายุปัจจุบัน (ปีเต็ม) เพื่อใช้ในการวางแผนงานสวัสดิการและประกันกลุ่ม

รหัสพนักงานวันเกิดอายุ (ปีเต็ม)
EMP00115/03/1990
EMP00210/07/1985
EMP00301/01/2000
EMP00425/09/1995
EMP00530/11/1982

ต้องการคำนวณอายุในรูปแบบ “จำนวนปีเต็ม” จากวันเกิดเทียบกับวันที่ปัจจุบัน

สูตร

=DATEDIF(B2, TODAY(), "Y")
ใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel คำนวณอายุจากวันเกิดเป็นจำนวนปีเต็ม
  • TODAY() คืนค่าวันที่ปัจจุบัน (เช่น 07/05/2025)
  • B2 คือวันเกิดของพนักงาน → เช่น 15/03/1990
  • "Y" ในสูตร DATEDIF หมายถึง ต้องการผลลัพธ์เป็น “จำนวนปีเต็ม” เท่านั้น
  • Excel จะคำนวณความแตกต่างระหว่างวันที่ (ปี ค.ศ.) โดยไม่ปัดเศษขึ้น เช่น:
    • วันที่ 15/03/1990 ถึงวันที่ 07/05/2025 = 35 ปีเต็ม

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์การคำนวณอายุจากวันเกิด

ตัวอย่างที่ 2: ใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel คำนวณอายุงานเป็น “ปีและเดือน” สำหรับพนักงาน

ฝ่ายบุคคลต้องการคำนวณอายุงานของพนักงานในรูปแบบ “X ปี Y เดือน” จากวันที่เริ่มงานจนถึงปัจจุบัน เพื่อใช้จัดสวัสดิการตามอายุงาน

รหัสพนักงานวันที่เริ่มงานอายุงาน (ปี เดือน)
EMP00101/09/2018
EMP00215/02/2017
EMP00310/11/2019
EMP00420/06/2015
EMP00505/01/2021

ต้องการคำนวณอายุงานโดยแยก “จำนวนปีเต็ม” และ “จำนวนเดือนที่เหลือ”

สูตร

=DATEDIF(B2, TODAY(), "Y") & " ปี " & DATEDIF(B2, TODAY(), "YM") & " เดือน"
ใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel คำนวณอายุงานเป็น “ปีและเดือน”
  • DATEDIF(B2, TODAY(), "Y") → คำนวณปีเต็มตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันนี้
  • DATEDIF(B2, TODAY(), "YM") → คำนวณจำนวนเดือน (ไม่นับปีเต็ม)
  • & ใช้ต่อข้อความให้แสดงเป็น “X ปี Y เดือน”
  • ได้ผลลัพธ์เช่น “6 ปี 8 เดือน”

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์การคำนวณอายุงานโดยแยก “จำนวนปีเต็ม” และ “จำนวนเดือนที่เหลือ”

ตัวอย่างที่ 3: คำนวณจำนวนวันระหว่างวันเริ่มโครงการกับวันสิ้นสุด

มีวันเริ่มและวันสิ้นสุดโครงการในคอลัมน์ A และ B ต้องการคำนวณ จำนวนวันทั้งหมด ของโครงการแต่ละงาน

วันเริ่มโครงการวันสิ้นสุดโครงการระยะเวลา (วัน)
01/01/202430/03/2024
15/02/202428/02/2024
01/03/202415/04/2024
10/04/202410/07/2024
01/05/202430/09/2024

สูตร

ใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel คำนวณจำนวนวันระหว่างวันเริ่มโครงการกับวันสิ้นสุด
  • DATEDIF(A2, B2, "D") → ให้ผลลัพธ์เป็นจำนวนวันทั้งหมดระหว่างวันเริ่มและวันสิ้นสุด
  • ไม่คำนวณปีหรือเดือน แสดงผลลัพธ์รวมเป็น “วัน”
  • ใช้กับการบริหารเวลาโครงการ หรืองานแผนงานที่มีช่วงชัดเจน

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์การคำนวณ จำนวนวันทั้งหมด ของโครงการแต่ละงาน

ตัวอย่างที่ 4: ใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel แยกจำนวนเดือน (ไม่นับปี)

ในแบบฟอร์มสมัครงาน ผู้สมัครกรอกวันที่เริ่มงานกับวันที่ลาออกในแต่ละตำแหน่ง ต้องการทราบว่าแต่ละคนทำงานตำแหน่งนั้นนานกี่ “เดือน” (โดยไม่นับปี)

วันที่เริ่มงานวันที่ลาออกเดือน (ไม่นับปี)
01/01/202015/07/2023
10/06/202120/09/2023
01/11/201801/02/2024
05/04/202205/08/2023
15/03/201910/12/2023

สูตร

=DATEDIF(A2, B2, "YM")
ใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel แยกจำนวนเดือน (ไม่นับปี)
  • "YM" จะให้ “จำนวนเดือน” หลังจากหักจำนวนปีเต็มออกไปแล้ว
  • เช่น: 01/01/2020 ถึง 15/07/2023 = 3 ปี 6 เดือน → "YM" = 6
  • เหมาะกับการใช้รวมกับ "Y" เพื่อสร้างการแสดงผลแบบ “X ปี Y เดือน”

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์การแยกจำนวนเดือน (ไม่นับปี)

ตัวอย่างที่ 5: แสดงเฉพาะจำนวนวัน (ไม่นับเดือนหรือปี)

ต้องการทราบว่า “วันเกิดของผู้สมัคร” อยู่ห่างจาก “วันที่สมัคร” กี่วัน (เฉพาะจำนวนวัน ไม่นับเดือนหรือปี)

วันเกิดวันที่สมัครส่วนต่าง (วัน)
20/03/199501/03/2024
05/10/199001/10/2024
15/12/198820/12/2024
07/06/200015/06/2024
01/01/199910/01/2024

สูตร

=DATEDIF(A2, B2, "MD")
ใช้ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel แสดงเฉพาะจำนวนวัน (ไม่นับเดือนหรือปี)
  • "MD" = “จำนวนวัน” ที่เหลือหลังหักเดือนและปีออก
  • เช่น 20/03/1995 ถึง 01/03/2024 → "MD" = 9 วัน
  • ใช้ในกรณีที่ต้องการวิเคราะห์ “จำนวนวัน” ล้วน ๆ โดยไม่สนเดือนหรือปี

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์ของการแสดงเฉพาะจำนวนวัน (ไม่นับเดือนหรือปี)

หมายเหตุ

  • ฟังก์ชัน DATEDIF ไม่แสดงในหน้าต่างฟังก์ชันอัตโนมัติของ Excel แต่สามารถใช้งานได้ปกติ
  • ระวังอย่าให้ start_date มากกว่า end_date เพราะจะทำให้เกิดข้อผิดพลาด
  • หากต้องการคำนวณระยะเวลาทั้งปี เดือน และวัน ต้องใช้ฟังก์ชัน DATEDIF หลายครั้งในสูตรเดียวกัน
  • ฟังก์ชันนี้เหมาะกับการใช้ร่วมกับ ฟังก์ชัน TEXT, ฟังก์ชัน TODAY เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่อ่านง่าย

สรุป

ฟังก์ชัน DATEDIF ใน Excel เป็นฟังก์ชันที่เรียบง่ายแต่ประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับการคำนวณระยะเวลาระหว่างวันที่ในรูปแบบที่ยืดหยุ่น เช่น จำนวนปี เดือน หรือวัน โดยไม่ต้องใช้สูตรที่ซับซ้อน และสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายในงานจริง เช่น การคำนวณอายุ อายุงาน หรือระยะเวลาของโครงการต่าง ๆ

ข้อมูลอ้างอิง: DATEDIF function

แชร์เรื่องนี้