ฟังก์ชัน WORKDAY ใน Excel

ฟังก์ชัน WORKDAY ใน Excel เป็นฟังก์ชันที่ช่วยคำนวณวันสิ้นสุดงานหรือวันครบกำหนดโดยอ้างอิงจาก “วันทำงานจริง” โดยจะไม่นับวันเสาร์-อาทิตย์ และสามารถใส่วันหยุดพิเศษเพิ่มเติมได้ ฟังก์ชันนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานวางแผนโครงการ, การกำหนดเส้นตาย, การนับวันทำงานของพนักงาน, และการทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับเวลา

การใช้ฟังก์ชัน WORKDAY จะช่วยลดความผิดพลาดจากการนับวันธรรมดา เช่น กรณีที่เราบวกวันเสร็จงาน 10 วัน ถ้านับรวมวันหยุดอาจผิดพลาด แต่ถ้าใช้ WORKDAY จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับวันทำงานจริง ทำให้การวางแผนเป็นระบบมากขึ้น

ประโยชน์ของฟังก์ชัน WORKDAY ใน Excel

  • คำนวณวันทำงานถัดไปโดยไม่นับวันเสาร์-อาทิตย์
  • รองรับการใส่วันหยุดพิเศษ (เช่น วันหยุดนักขัตฤกษ์)
  • เหมาะกับงานวางแผนโครงการ กำหนดเส้นตาย และตารางการผลิต
  • ลดข้อผิดพลาดจากการนับวันธรรมดาแบบ manual
  • ใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน NETWORKDAYS, TODAY, หรือ NOW ได้ดี

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

WORKDAY(start_date, days, [holidays])

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน WORKDAY มีดังนี้:

  • start_date (จำเป็น): วันที่เริ่มต้น
  • days (จำเป็น): จำนวนวันทำงานที่ต้องบวก (สามารถใส่ค่าลบเพื่อนับย้อนหลังได้)
  • holidays (ไม่บังคับ): ช่วงเซลล์หรืออาร์เรย์ของวันหยุดที่ไม่ต้องนับเป็นวันทำงาน

ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชัน WORKDAY ใน Excel

ตัวอย่าง: บวก 10 วันทำงานจากวันที่เริ่มต้น

AB
06/05/2024=WORKDAY(A2, 10)

ผลลัพธ์

  • เริ่มวันที่ 6 พ.ค. 2025 บวกไป 10 วันทำงาน ได้วันที่ 20 พ.ค. 2025 (ไม่รวมเสาร์-อาทิตย์)
AB
06/05/202420/05/2025

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน WORKDAY ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: ใช้ฟังก์ชัน WORKDAY คำนวนวันทำงาน (ไม่รวมวันหยุดพิเศษ)

ตัวอย่าง: คำนวณวันสิ้นสุดโครงการหลังจาก 20 วันทำงาน

ใช้งานฟังก์ชัน WORKDAY ใน Excel คำนวณวันสิ้นสุดโครงการ

สูตรในคอลัมน์ B

=WORKDAY(A2,20)

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จากการคำนวณวันสิ้นสุดโครงการ

ตัวอย่างที่ 2: ใช้ฟังก์ชัน WORKDAY ร่วมกับวันหยุดพิเศษ

ตัวอย่าง: คำนวณวันสิ้นสุดงาน 15 วันทำงาน โดยไม่รวมวันหยุดพิเศษ

ใช้งานฟังก์ชัน WORKDAY ใน Excel คำนวณวันสิ้นสุดงาน 15 วันทำงาน

สูตรที่ใช้ (เซลล์ C2)

=WORKDAY(A2,15,B2:B4)

ผลลัพธ์

คำนวณวันสิ้นสุดงาน 15 วันทำงาน
  • WORKDAY จะข้ามวันเสาร์-อาทิตย์ + วันหยุดที่ระบุ → ได้วันสิ้นสุดที่แม่นยำ

ตัวอย่างที่ 3: ใช้ WORKDAY ร่วมกับ NETWORKDAYS เพื่อคำนวณช่วงเวลาทำงาน

ตัวอย่าง: อยากรู้ว่าโปรเจกต์ที่เริ่ม 1/5/2025 และสิ้นสุด 30/6/2025 มีวันทำการทั้งหมดกี่วัน และถ้านับถอยหลัง 10 วันจากวันสิ้นสุด จะเป็นวันไหน

สูตรหาวันทำการทั้งหมด

=NETWORKDAYS(DATE(2025,5,1), DATE(2025,6,30))

สูตรนับถอยหลัง 10 วันทำการ จากวันสิ้นสุด

=WORKDAY(DATE(2025,6,30), -10)
A B
1 เริ่มต้น 1/5/2025
2 สิ้นสุด 30/6/2025
3 วันทำการทั้งหมด =NETWORKDAYS(B1,B2)
4 ถอยหลัง 10 วันทำการ =WORKDAY(B2,-10)

ผลลัพธ์

A B
1 เริ่มต้น 1/5/2025
2 สิ้นสุด 30/6/2025
3 วันทำการทั้งหมด 43
4 ถอยหลัง 10 วันทำการ 16/6/2025
  • ฟังก์ชัน NETWORKDAYS นับวันทำการช่วง 1 พ.ค. 2025 ถึง 30 มิ.ย. 2025 ได้ 43 วัน
  • ฟังก์ชัน WORKDAY นับถอยหลัง 10 วันทำการจาก 30 มิ.ย. 2025 ได้วันที่ 16 มิ.ย. 2025

หมายเหตุ

  • Excel จะเก็บข้อมูลวันที่เป็นเลขลำดับต่อเนื่องเพื่อให้นำมาใช้ในการคำนวณได้ ตามค่าเริ่มต้น วันที่ 1 มกราคม 1900 จะมีเลขลำดับเป็น 1
  • ถ้า days เป็นลบ จะนับวันทำงานย้อนหลัง
  • ถ้า days ไม่เป็นจำนวนเต็ม จะมีการตัดเศษทศนิยมทิ้ง
  • สามารถใช้ฟังก์ชัน TODAY แทน start_date เช่น =WORKDAY(TODAY(),10)
  • ถ้าอาร์กิวเมนต์ใดก็ตามมีค่าวันที่ไม่ถูกต้อง ฟังก์ชัน WORKDAY จะส่งกลับ #VALUE! เป็นค่าความผิดพลาด
  • ถ้า start_date รวมกับ days ได้ผลลัพธ์เป็นวันที่ที่ไม่ถูกต้อง ฟังก์ชัน WORKDAY จะส่งกลับ #NUM! เป็นค่าความผิดพลาด
  • ใช้คู่กับ ฟังก์ชัน NETWORKDAYS เพื่อหาจำนวนวันทำงานระหว่างสองวันได้

สรุป

ฟังก์ชัน WORKDAY ใน Excel เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณวันทำงาน ช่วยให้การวางแผนงาน กำหนดเส้นตาย และติดตามโครงการเป็นเรื่องง่ายขึ้น ลดข้อผิดพลาด และแม่นยำกว่าใช้สูตรธรรมดา

ข้อมูลอ้างอิง: WORKDAY function

แชร์เรื่องนี้