ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel

ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel เป็นฟังก์ชันใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อมาแทนที่ MATCH โดยให้ความสามารถที่ยืดหยุ่นและเข้าใจง่ายกว่า ช่วยให้เราสามารถค้นหาตำแหน่งของข้อมูลในแนวตั้งหรือแนวนอนได้ทั้งจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน และยังรองรับการค้นหาแบบประมาณค่าและการใช้ wildcard อีกด้วย

ฟังก์ชันนี้เหมาะอย่างยิ่งในการใช้ร่วมกับฟังก์ชัน INDEX หรือ XLOOKUP เพื่อค้นหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว และเมื่อทำงานกับตารางข้อมูลขนาดใหญ่ XMATCH จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและลดความซับซ้อนของสูตรให้ดูสะอาดตาขึ้น

XMATCH สามารถระบุค่าที่ต้องค้นหา ค่าในช่วงที่ค้นหา และวิธีการค้นหาทั้งแบบตรงตัว แบบประมาณ หรือแบบใช้สัญลักษณ์แทน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้งานตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงที่ต้องการทำงานอย่างเป็นระบบกับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย

ประโยชน์ของฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel

  • ค้นหาตำแหน่งของข้อมูลได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
  • ใช้งานง่ายกว่า MATCH ด้วยพารามิเตอร์ที่อ่านง่าย
  • รองรับ wildcard เช่น * และ ?
  • กำหนดลำดับการค้นหาได้ทั้งจากบนลงล่าง และจากล่างขึ้นบน
  • ทำงานร่วมกับ INDEX หรือ XLOOKUP ได้ดีมาก
  • ใช้ได้กับ Excel 365 และ Excel 2019 ขึ้นไป

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

XMATCH(lookup_value, lookup_array, [match_mode], [search_mode])

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน XMATCH มีดังนี้

  • lookup_value – ค่าที่ต้องการค้นหา
  • lookup_array – ช่วงข้อมูลที่ต้องการค้นหาตำแหน่ง
  • match_mode(ไม่จำเป็น)
    • 0: ค่าที่ตรงกันแบบตรงตัว (ค่าเริ่มต้น)
    • -1: รายการที่ตรงกันพอดีหรือรายการถัดไปที่น้อยที่สุด
    • 1: รายการที่ตรงกันพอดีหรือรายการถัดไปที่มากที่สุด
    • 2: ค้นหาแบบใช้ wildcard
      • ? (เครื่องหมายคำถาม) แทนอักขระตัวใดก็ได้ ตัวอย่างเช่น sm?th จะค้นหา “smith” และ “smyth”
      • * (เครื่องหมายดอกจัน) แทนจํานวนอักขระใดๆ ตัวอย่างเช่น *east จะค้นหา “Northeast” และ “Southeast”
      • ~ (เครื่องหมายตัวหนอน) ตามด้วย ?, * หรือ ~ หมายถึง เครื่องหมายคําถาม เครื่องหมายดอกจัน หรือเครื่องหมายตัวหนอน ตัวอย่างเช่น fy06~? จะค้นหา “fy06?”
  • search_mode(ไม่จำเป็น)
    • 1: ค้นหาจากบนลงล่าง (ค่าเริ่มต้น)
    • -1: ค้นหาจากล่างขึ้นบน
    • 2: ทําการค้นหาแบบไบนารีโดยอาศัย lookup_array เรียงลําดับจากน้อยไปหามาก ถ้าไม่ได้เรียงลําดับ ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องจะถูกส่งกลับ  
    • -2: ทําการค้นหาแบบไบนารีโดยอาศัย lookup_array เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย ถ้าไม่ได้เรียงลําดับ ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องจะถูกส่งกลับ

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: ค้นหาตำแหน่งของชื่อในรายชื่อ

ข้อมูลรายชื่อพนักงาน

ชื่อ
สมชาย
อารีย์
ปกรณ์

ต้องการค้นหาว่าพนักงานชื่อ “อารีย์” อยู่แถวที่เท่าไหร่ของช่วงข้อมูล

สูตร

=XMATCH("อารีย์", A2:A4)
ใช้ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel ค้นหาตำแหน่งของชื่อในรายชื่อ
  • "อารีย์" คือค่าที่ต้องการค้นหา
  • A2:A4 คือช่วงข้อมูลที่ต้องการค้นหา
  • ไม่มีการกำหนด match_mode หรือ search_mode → ใช้ค่าเริ่มต้น (0 และ 1)
  • สูตรจะค้นหาจาก A2 ลงไปจนพบ “อารีย์” ที่แถว 2 ของช่วง → คืนค่าเป็น 2

ผลลัพธ์

2

ตัวอย่างที่ 2: ค้นหาคะแนนสูงสุดโดยใช้ XMATCH ร่วมกับ MAX และ INDEX

ข้อมูลคะแนนสอบ

ชื่อคะแนน
กิตติ75
ดารา85
วัฒนา80

ต้องการค้นหาคนที่ได้คะแนนสูงสุด

สูตร

=INDEX(A2:A4, XMATCH(MAX(B2:B4), B2:B4))
ใช้ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel ค้นหาคะแนนสูงสุด
  • MAX(B2:B4) ให้ค่า 85 (คะแนนสูงสุด)
  • XMATCH(85, B2:B4) ค้นหาตำแหน่งของค่า 85 ใน B2:B4 → ได้ตำแหน่ง 2
  • INDEX(A2:A4, 2) คืนค่าจากแถวที่ 2 ใน A2:A4 → ได้ “ดารา”

ผลลัพธ์

ดารา

ค้นหาคะแนนสูงสุดโดยใช้ XMATCH ร่วมกับ MAX และ INDEX

ตัวอย่างที่ 3: ใช้ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel ค้นหาข้อมูลจากล่างขึ้นบน

ข้อมูลบันทึกการขาย

วันที่สินค้า
01/05/2025ปากกา
02/05/2025ดินสอ
03/05/2025ปากกา

ต้องการค้นหาสินค้าเพื่อดูว่าอยู่ตำแหน่งไหนของช่วงข้อมูล

สูตร

=XMATCH("ปากกา", B2:B4,, -1)
ใช้ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel ค้นหาข้อมูลจากล่างขึ้นบน
  • "ปากกา" คือค่าที่ต้องการค้นหา
  • B2:B4 คือช่วงที่ค้นหา
  • match_mode ไม่ระบุ → ใช้ค่าเริ่มต้นคือ 0 (ตรงตัว)
  • search_mode เป็น -1 หมายถึง ค้นหาจากล่างขึ้นบน
  • สูตรเริ่มตรวจจาก B4 → เจอ “ปากกา” ทันที → ตำแหน่งในช่วงคือ 3

ผลลัพธ์

ตัวอย่างที่ 4: ค้นหาตำแหน่งแบบประมาณค่า

ข้อมูลตัวอย่าง

จำนวนราคาต่อหน่วย
1100
590
1080

สูตร

=XMATCH(6, A2:A4, 1)
ใช้ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel ค้นหาตำแหน่งแบบประมาณค่า
  • ต้องการหาราคาสำหรับจำนวน 6 ชิ้น
  • A2:A4 คือช่วงของจำนวนที่สามารถสั่งซื้อได้
  • match_mode = 1 หมายถึง หาค่าที่ตรงกันพอดีหรือค่าถัดไปที่มากที่สุด
  • ค่าที่น้อยที่สุดที่ยังมากกว่าหรือเท่ากับ 6 คือ 10 (แถวที่ 3) → คืนค่า 3

ผลลัพธ์

ตัวอย่างที่ 5: ใช้ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel ค้นหาค่าด้วย Wildcard

รายชื่อพนักงาน

ชื่อ
วรรณา
วรพจน์
วิทยา

ต้องการหาชื่อที่ขึ้นต้นด้วย “วร” แล้วตามด้วยตัวอักษรใดก็ได้

สูตร

=XMATCH("วร*", A2:A4, 2)
ใช้ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel ค้นหาค่าด้วย Wildcard
  • "วร*" คือ pattern ที่ขึ้นต้นด้วย “วร”
  • A2:A4 คือช่วงที่ค้นหา
  • match_mode = 2 → ใช้ wildcard ในการค้นหา
  • สูตรจะตรวจ A2: วรรณา → ชื่อแรกก็ตรงแล้ว
  • คืนค่าตำแหน่งเป็น 1

ผลลัพธ์

1

หมายเหตุ

  • ฟังก์ชัน XMATCH ใช้ได้ใน Excel 365 และ Excel 2019 ขึ้นไป
  • ไม่ควรใช้ wildcard โดยไม่ระบุ match_mode = 2
  • เหมาะกับการใช้ควบคู่กับฟังก์ชัน INDEX หรือ XLOOKUP เพื่อให้ได้ค่าที่ต้องการแทนตำแหน่ง
  • แนะนำใช้ร่วมกับฟังก์ชัน IFERROR เพื่อป้องกัน error

สรุป

ฟังก์ชัน XMATCH ใน Excel เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการค้นหาตำแหน่งของข้อมูลในช่วงที่กำหนด โดยสามารถกำหนดรูปแบบการค้นหาได้หลากหลายทั้งแบบเป๊ะ แบบประมาณ และแบบใช้สัญลักษณ์แทน ช่วยให้การทำงานกับข้อมูลใน Excel มีความยืดหยุ่นและแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับใช้ควบคู่กับ INDEX, XLOOKUP หรือฟังก์ชันคำนวณอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว

ข้อมูลอ้างอิง: XMATCH function

แชร์เรื่องนี้