ฟังก์ชัน INDEX ใน Excel

ฟังก์ชัน INDEX ใน Excel เป็นหนึ่งในฟังก์ชันอ้างอิงที่มีประสิทธิภาพมาก โดยช่วยให้เราสามารถดึงค่าจากตำแหน่งที่ระบุภายในตารางหรือช่วงข้อมูลได้อย่างแม่นยำ ฟังก์ชันนี้สามารถใช้ทั้งในรูปแบบ 2 มิติ (แถว-คอลัมน์) และ 1 มิติ (แถวเดียวหรือคอลัมน์เดียว) และยังสามารถทำงานร่วมกับฟังก์ชันอื่น เช่น MATCH, COUNTA เพื่อสร้างสูตร dynamic

การใช้ INDEX ช่วยลดการใช้ VLOOKUP หรือ HLOOKUP ที่มีข้อจำกัดเรื่องตำแหน่ง และยังทำให้สูตรเร็วขึ้นในไฟล์ที่มีข้อมูลจำนวนมาก

ประโยชน์ของฟังก์ชัน INDEX ใน Excel

  • ดึงค่าจากตำแหน่งที่ระบุในตารางได้แม่นยำ
  • ใช้กับข้อมูล 1 มิติหรือ 2 มิติได้
  • ทำงานร่วมกับฟังก์ชัน MATCH, COUNTA เพื่อสร้างสูตร dynamic
  • ทำงานเร็วกว่า VLOOKUP/HLOOKUP ในไฟล์ขนาดใหญ่
  • ช่วยสร้างรายงานหรือแดชบอร์ดที่มีความยืดหยุ่น

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

=INDEX(array, row_num, [column_num])
  • array → ช่วงข้อมูลหรือตาราง
  • row_num → หมายเลขแถวที่ต้องการดึงค่า
  • [column_num] → หมายเลขคอลัมน์ที่ต้องการดึงค่า (ไม่บังคับสำหรับ 1 มิติ)

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน INDEX ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: ดึงค่าจากแถวที่ 2 คอลัมน์ที่ 3

โจทย์: ต้องการดึงค่าจากตาราง A1:C3 ที่อยู่แถว 2, คอลัมน์ 3

ข้อมูลตัวอย่าง

ABC
102030
405060
708090

สูตร

=INDEX(A1:C3, 2, 3)
ใช้ฟังก์ชัน INDEX ใน Excel ดึงค่าจากแถวที่ 2 คอลัมน์ที่ 3

ขั้นตอนการทำงาน

  • array กำหนดค่า A1:C3 เพื่อระบุช่วงตาราง
  • row_num กำหนดค่า 2 เพื่อระบุแถวที่ 2
  • column_num กำหนดค่า 3 เพื่อระบุคอลัมน์ที่ 3
  • INDEX ดึงค่าจากตำแหน่งแถว 2, คอลัมน์ 3 (ผลลัพธ์ = 60)

ผลลัพธ์

60

ตัวอย่างที่ 2: ดึงค่าจากคอลัมน์เดียว

โจทย์: ต้องการดึงค่าแถวที่ 3 ในคอลัมน์ A1:A5

ข้อมูลตัวอย่าง

A
100
200
300
400
500

สูตร

=INDEX(A1:A5, 3)
ใช้ฟังก์ชัน INDEX ใน Excel ดึงค่าแถวที่ 3
  • array กำหนดค่า A1:A5 เพื่อระบุช่วงคอลัมน์เดียว
  • row_num กำหนดค่า 3 เพื่อระบุแถวที่ 3
  • column_num ไม่ต้องใส่ (เพราะเป็นคอลัมน์เดียว)
  • INDEX ดึงค่าแถวที่ 3 (ผลลัพธ์ = 300)

ผลลัพธ์

300

ผลลัพธ์จากการดึงค่าแถวที่ 3

ตัวอย่างที่ 3: ใช้ฟังก์ชัน INDEX ใน Excel ร่วมกับฟังก์ชัน MATCH เพื่อดึงค่าตามชื่อ

โจทย์: ต้องการหายอดขายของ “สมชาย” ในตาราง

ข้อมูลตัวอย่าง

ชื่อยอดขาย
สมชาย5000
สมหญิง7000
สมปอง6000

สูตร

=INDEX(B2:B4, MATCH("สมชาย", A2:A4, 0))
ใช้ฟังก์ชัน INDEX ใน Excel ร่วมกับ MATCH เพื่อดึงค่าตามชื่อ
  • array กำหนดค่า B2:B4 เพื่อระบุช่วงยอดขาย
  • row_num กำหนดค่า MATCH("สมชาย", A2:A4, 0) เพื่อหาแถวที่ตรงกับ “สมชาย”
  • column_num ไม่ต้องใส่ (เพราะเป็นคอลัมน์เดียว)
  • INDEX ดึงยอดขายของ “สมชาย” (ผลลัพธ์ = 5000)

ผลลัพธ์

5000

ผลลัพธ์จากการดึงค่าตามชื่อ

ตัวอย่างที่ 4: ดึงทั้งแถวหรือคอลัมน์ด้วย INDEX

โจทย์: ต้องการดึงคอลัมน์ที่ 2 ทั้งชุดจากตาราง A1:C3

ข้อมูลตัวอย่าง

ABC
123
456
789

สูตร

=INDEX(A1:C3, 0, 2)
ใช้ฟังก์ชัน INDEX ใน Excel ดึงคอลัมน์ที่ 2 ทั้งชุดจากตาราง
  • array → กำหนดค่า A1:C3 เพื่อระบุช่วงตาราง
  • row_num → กำหนดค่า 0 เพื่อดึง “ทุกแถว”
  • column_num → กำหนดค่า 2 เพื่อระบุคอลัมน์ที่ 2
  • INDEX → ดึงทั้งคอลัมน์ B (ผลลัพธ์ = {2;5;8})

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จากการดึงคอลัมน์ที่ 2 ทั้งชุดจากตาราง

คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้งาน

  • ถ้า row_num เป็น 0 จะดึงทั้งคอลัมน์
  • ถ้า column_num เป็น 0 จะดึงทั้งแถว
  • ใช้ร่วมกับฟังก์ชัน MATCH, COUNTA เพื่อสร้างสูตร dynamic ที่ค้นหาตามเงื่อนไข
  • ฟังก์ชัน INDEX เร็วกว่า VLOOKUP และ HLOOKUP เมื่อทำงานกับข้อมูลขนาดใหญ่

สรุป

ฟังก์ชัน INDEX ใน Excel เป็นฟังก์ชันอ้างอิงที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถดึงค่าได้ทั้งจากข้อมูลแบบหนึ่งมิติและสองมิติ โดยระบุแถวและคอลัมน์ตามที่ต้องการ ฟังก์ชัน INDEX สามารถใช้ร่วมกับฟังก์ชัน MATCH เพื่อสร้างสูตร dynamic ที่ค้นหาตามเงื่อนไข และเมื่อใช้ร่วมกับฟังก์ชันอื่น เช่น COUNTA, IF, SUM สามารถช่วยแก้โจทย์วิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจการทำงานของฟังก์ชัน INDEX จึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำงานกับ Excel ในระดับมืออาชีพ

ข้อมูลอ้างอิง: INDEX function

แชร์เรื่องนี้