ฟังก์ชัน YEAR ใน Excel

ฟังก์ชัน YEAR ใน Excel เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ช่วยแยก “ปี” ออกจากวันที่ เช่น ถ้าเรามีวันที่ 01/05/2025 ฟังก์ชันนี้จะดึงค่า 2025 ออกมา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานที่ต้องการจัดกลุ่มข้อมูลรายปี, สรุปยอดขายรายปี, สร้าง PivotTable หรือทำรายงานสรุปผลประจำปี

ฟังก์ชันนี้ยังช่วยให้การเขียนสูตรเงื่อนไขง่ายขึ้น เช่น ตรวจสอบว่าข้อมูลเป็นของปีไหน, สร้างกราฟแยกตามปี, หรือทำการกรองข้อมูลรายปีโดยอัตโนมัติ ใช้งานง่ายและสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับฟังก์ชันอื่น ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น

ประโยชน์ของฟังก์ชัน YEAR ใน Excel

  • ดึงปีออกจากวันที่ได้อย่างรวดเร็ว
  • ใช้จัดกลุ่มข้อมูลรายปีสำหรับรายงานหรือ PivotTable
  • ใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน DATE, TODAY, YEARFRAC ได้ดี
  • ช่วยสร้างสูตรเงื่อนไข เช่น ตรวจสอบข้อมูลตามปี
  • ใช้ทำงานวิเคราะห์แนวโน้มรายปี

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

YEAR(serial_number)

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน YEAR มีดังนี้:

  • serial_number (จำเป็น): วันที่ หรืออ้างอิงเซลล์ที่มีวันที่ เช่น A1

ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชัน YEAR ใน Excel

ตัวอย่าง: ดึงปีจากวันที่

A B
1 01/01/2024 =YEAR(A1)
2 15/05/2023 =YEAR(A2)
3 31/12/2025 =YEAR(A3)

ผลลัพธ์

A B
1 01/01/2024 2024
2 15/05/2023 2023
3 31/12/2025 2025
  • YEAR จะดึงเฉพาะค่าปี (4 หลัก) จากวันที่ในเซลล์

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน YEAR ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: ใช้ร่วมกับฟังก์ชัน TODAY เพื่อตรวจสอบอายุสมาชิก

สมมติเราต้องการหาว่าสมาชิกแต่ละคนสมัครมากี่ปีแล้ว โดยเปรียบเทียบปีปัจจุบันกับปีที่สมัคร

ใช้งานฟังก์ชัน YEAR ใน Excel ร่วมกับ TODAY เพื่อตรวจสอบอายุสมาชิก

สูตรที่ใช้ (เซลล์ C2)

=YEAR(TODAY()) - YEAR(B2)

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จากการใช้งานฟังก์ชัน YEAR ใน Excel ร่วมกับ TODAY เพื่อตรวจสอบอายุสมาชิก
  • YEAR(TODAY()) คืนค่าปีปัจจุบัน
  • ลบด้วย YEAR(B2) เพื่อหาอายุสมาชิกเป็นปี

ตัวอย่างที่ 2: ใช้ร่วมกับฟังก์ชัน IF ตรวจสอบว่าข้อมูลเป็นของปีนี้หรือไม่

สมมติเราต้องการเช็กว่าคำสั่งซื้อเกิดขึ้นในปีปัจจุบันหรือไม่

A B C
1 รหัสคำสั่งซื้อ วันที่สั่งซื้อ สถานะ
2 001 10/02/2024 =IF(YEAR(B2)=YEAR(TODAY()),”ปีนี้”,”ปีที่ผ่านมา”)
3 002 25/07/2025 =IF(YEAR(B3)=YEAR(TODAY()),”ปีนี้”,”ปีที่ผ่านมา”)
4 003 12/11/2025 =IF(YEAR(B4)=YEAR(TODAY()),”ปีนี้”,”ปีที่ผ่านมา”)

สูตรที่ใช้ในคอลัมน์ C

=IF(YEAR(B2)=YEAR(TODAY()),"This Year","Past Year")

ผลลัพธ์

  • ถ้าปีใน วันที่สั่งซื้อ ตรงกับปีปัจจุบัน (YEAR(TODAY())), จะแสดงคำว่า “ปีนี้”
  • ถ้าไม่ตรง, จะแสดงคำว่า “ปีที่ผ่านมา”
A B C
1 รหัสคำสั่งซื้อ วันที่สั่งซื้อ สถานะ
2 001 10/02/2024 ปีที่ผ่านมา
3 002 25/07/2025 ปีนี้
4 003 12/11/2025 ปีนี้

ตัวอย่างที่ 3: ใช้ร่วมกับฟังก์ชัน TEXT เพื่อจัดรูปแบบปี

สมมติเราต้องการแสดงปีในรูปแบบข้อความ เช่น “ปี 2025”

A B C
1 กิจกรรม วันจัดกิจกรรม ปี
2 Concert 05/05/2025 ="ปี "&TEXT(YEAR(B2),"0000")
3 Seminar 12/10/2023 ="ปี "&TEXT(YEAR(B3),"0000")
4 Workshop 23/08/2024 ="ปี "&TEXT(YEAR(B4),"0000")

สูตรที่ใช้

="ปี "&TEXT(YEAR(B2),"0000")

ผลลัพธ์

A B C
1 กิจกรรม วันจัดกิจกรรม ปี
2 Concert 05/05/2025 ปี 2025
3 Seminar 12/10/2023 ปี 2023
4 Workshop 23/08/2024 ปี 2024
  • YEAR(B2) ดึงปีออกมา
  • TEXT(...,"0000") จัดรูปแบบให้เป็น 4 หลัก
  • ต่อข้อความ “ปี ” ข้างหน้า ทำให้ได้ผลลัพธ์ "ปี 2025" เป็นต้น

หมายเหตุ

  • ถ้าใส่ค่าที่ไม่ใช่วันที่ จะได้ค่า #VALUE!
  • ถ้าใส่เลข serial number (เช่น 45000) Excel จะแปลงเป็นวันที่อัตโนมัติ
  • ใช้คู่กับฟังก์ชัน MONTH, DAY เพื่อแยกเดือน-วันได้

สรุป

ฟังก์ชัน YEAR ใน Excel เป็นตัวช่วยง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราแยกปีจากวันที่ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับการจัดกลุ่มข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้มรายปี หรือสร้างเงื่อนไขการทำงานตามปี สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับฟังก์ชันวันเวลาอื่น ๆ เพื่อสร้างสูตรที่แม่นยำยิ่งขึ้นได้

ข้อมูลอ้างอิง: YEAR function

แชร์เรื่องนี้