ฟังก์ชัน MID ใน Excel

ฟังก์ชัน MID ใน Excel เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการ ดึงข้อความจากตำแหน่งที่กำหนดภายในสตริง โดยระบุจุดเริ่มต้นและจำนวนอักขระที่ต้องการดึงออกมา ฟังก์ชันนี้จัดอยู่ในกลุ่มฟังก์ชันเกี่ยวกับข้อความ (Text Functions) และมีประโยชน์อย่างมากในการจัดการข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบข้อความ เช่น การแยกชื่อ รหัส หรือรายละเอียดบางส่วนออกจากข้อมูลที่ยาวๆ

การใช้งานฟังก์ชัน MID เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการนำข้อความจากส่วน “กลาง” ของข้อความหลักมาใช้งาน ซึ่งต่างจาก LEFT ที่ดึงจากด้านหน้า หรือ RIGHT ที่ดึงจากด้านหลัง ตัวอย่างเช่น การดึงเลขบัตรประชาชนบางตำแหน่ง รหัสสินค้า หรือข้อความที่อยู่ระหว่างตัวอักษรที่แน่นอน

ฟังก์ชันนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับฟังก์ชันอื่น ๆ เช่น ฟังก์ชัน FIND, ฟังก์ชัน SEARCH, ฟังก์ชัน LEN เพื่อให้สามารถควบคุมการแยกข้อความได้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในงานด้านฐานข้อมูล การทำความสะอาดข้อมูล และงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลรหัส

ประโยชน์ของฟังก์ชัน MID ใน Excel

  • ดึงข้อความจากตำแหน่งกลางของสตริงได้อย่างแม่นยำ
  • ช่วยจัดการข้อมูลรูปแบบเฉพาะ เช่น รหัสสินค้า รหัสลูกค้า
  • ใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน FIND, SEARCH เพื่อหาตำแหน่งเริ่มต้นแบบไดนามิก
  • เหมาะสำหรับงานที่ต้องการตัดข้อมูลย่อยอย่างละเอียด

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

MID(text, start_num, num_chars)

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน MID มีดังนี้

  • text: ข้อความที่ต้องการดึงอักขระ
  • start_num: ตำแหน่งเริ่มต้นที่ต้องการดึง (เริ่มจาก 1)
  • num_chars: จำนวนอักขระที่ต้องการดึงออกมา

ตัวอย่างการใช้งาน

=MID("EXCEL2025", 6, 4)

ผลลัพธ์

2025

  • ข้อความที่ใช้คือ “EXCEL2025”
  • เริ่มดึงตั้งแต่อักขระตำแหน่งที่ 6
  • ดึงออกมา 4 ตัวอักษร
  • ผลลัพธ์ที่ได้คือ “2025”

ฟังก์ชัน MID ใน Excel กับการประยุกต์ใช้งาน

ตัวอย่างที่ 1: ดึงรหัสจังหวัดจากหมายเลขบัตรประชาชน

สมมติมีรายการรหัสบัตรประชาชน และต้องการแยก รหัสจังหวัด ที่อยู่ในตำแหน่งที่ 2–3 จากหมายเลขเพื่อจัดกลุ่มตามพื้นที่จังหวัด

รหัสประชาชนรหัสจังหวัด
1-10-1234-567890-1
1-31-5678-123456-7
1-24-9876-543210-3
1-52-3456-111222-0

ต้องการดึงตัวอักษรจากตำแหน่งที่ 2 และ 3 จำนวน 2 ตัวอักษร โดยต้องลบขีด (–) ออกจากรหัสก่อนคำนวณ

สูตร

=MID(SUBSTITUTE(A2, "-", ""), 2, 2)
ใช้ฟังก์ชัน MID ใน Excel ดึงรหัสจังหวัดจากหมายเลขบัตรประชาชน
  • SUBSTITUTE(A2, "-", "") ลบขีดออกจากรหัสประชาชนให้เป็นข้อความต่อเนื่อง เช่น "11012345678901"
  • จากนั้น MID(..., 2, 2) จะดึงอักขระที่ตำแหน่งที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็น รหัสจังหวัด
  • ทำให้ได้รหัสจังหวัด เช่น "10", "31"

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์การดึงรหัสจังหวัดจากหมายเลขบัตรประชาชน

ตัวอย่างที่ 2: ดึงเลขหมวดหมู่สินค้าออกจากรหัสสินค้า

ต้องการดึงเลขหมวดหมู่สินค้าออกจากรหัสสินค้า ที่เก็บในรูปแบบ “P-xxx-yyy” เช่น “P-123-456” โดยต้องการดึงเฉพาะเลขหมวดหมู่ตรงกลาง (เช่น 123)

ใช้ฟังก์ชัน MID ใน Excel ดึงเลขหมวดหมู่สินค้าออกจากรหัสสินค้า

สูตรในเซลล์ B2

=MID(A2, 3, 3)

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จากการใช้ฟังก์ชัน MID ใน Excel ดึงเลขหมวดหมู่สินค้า
  • ดึงจากตำแหน่งที่ 3 ของรหัสสินค้า
  • ดึงออกมา 3 อักขระ
  • ได้เลขหมวดหมู่สินค้า 123

ตัวอย่างที่ 3: แยกตัวเลขกลุ่มกลางจากรหัสสินค้า

สมมติว่ามีรหัสสินค้าในรูปแบบ CAT-123456-TH ซึ่งต้องการแยกตัวเลขกลุ่มกลาง (6 หลัก) เพื่อใช้วิเคราะห์ยอดขายแยกรายรหัส

รหัสสินค้ากลุ่มตัวเลข
CAT-123456-TH
BOX-654321-TH
BAG-000789-TH
TUB-999999-TH

ต้องการดึงอักขระเริ่มจากตำแหน่งที่ 5 จำนวน 6 ตัวอักษร

สูตร

=MID(A2, 5, 6)
ใช้ฟังก์ชัน MID ใน Excel แยกตัวเลขกลุ่มกลางจากรหัสสินค้า
  • ตำแหน่งที่ 5 คืออักขระแรกของตัวเลข 6 หลัก (หลังขีดแรก)
  • MID(A2, 5, 6) ดึงอักขระ 6 ตัว เริ่มจากตำแหน่งดังกล่าว → ได้กลุ่มตัวเลขกลาง 6 หลักตามที่ต้องการ
ผลลัพธ์จากการแยกตัวเลขกลุ่มกลางจากรหัสสินค้า

ตัวอย่างที่ 4: ฟังก์ชัน MID ใน Excel แยกรหัสแผนกจากรหัสพนักงาน

สมมติว่ารหัสพนักงานมีรูปแบบ EMP-DEP001-TH, โดยอักขระที่ 5–7 เป็นรหัสแผนก ต้องการแยกรหัสนี้ไปใช้งานต่อ

รหัสพนักงานรหัสแผนก
EMP-DEP001-TH
EMP-ITB003-TH
EMP-HRM007-TH
EMP-ACC010-TH

สูตร

=MID(A2, 5, 3)
ใช้ฟังก์ชัน MID ใน Excel แยกรหัสแผนกจากรหัสพนักงาน
  • ดึงจากอักขระที่ 5 (D ของ DEP001) → ดึงมา 3 ตัว = DEP, ITB…
  • เหมาะสำหรับใช้จัดกลุ่มพนักงานตามแผนก

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จากการแยกรหัสแผนกจากรหัสพนักงาน

ตัวอย่างที่ 5: แยกวันจากข้อความวันที่ (Text Format)

สมมติมีวันที่ในรูปแบบข้อความ “2024-07-15” และต้องการแยกเลขวัน (15) เพื่อใช้งานแยกในคอลัมน์ใหม่

ปี-เดือน-วันวันที่
2024-07-15
2024-08-01
2024-09-30
2024-10-05

ต้องการดึงอักขระจากตำแหน่งที่ 9 จำนวน 2 ตัว (วันที่)

สูตร

=MID(A2, 9, 2)
ใช้ฟังก์ชัน MID ใน Excel แยกวันจากข้อความวันที่
  • วันที่ อยู่ในตำแหน่งที่ 9–10 ของข้อความแบบ YYYY-MM-DD
  • MID(A2, 9, 2) จะดึงอักขระจากข้อความต้นทาง เริ่มจากตำแหน่งที่ 9 โดยดึงมา 2 ตัว

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จากการแยกวันจากข้อความวันที่

ตัวอย่างที่ 6: ใช้ฟังก์ชัน MID ใน Excel ร่วมกับ FIND เพื่อแยกข้อความหลังช่องว่างแรก

สมมติว่ามีข้อมูลชื่อเต็มแบบ “TH123 ข้อมูลสินค้า” และต้องการแยกข้อความหลังช่องว่างแรก (เช่น “ข้อมูลสินค้า”)

ข้อมูลข้อความ
TH123 ข้อมูลสินค้า
ZX100 รายการใหม่
MC009 แพ็คคู่
PN888 รุ่นทดลอง

ต้องการดึงข้อความที่อยู่หลังช่องว่างตัวแรกโดยไม่สนความยาวแน่นอน

สูตร

=MID(A2, FIND(" ", A2) + 1, LEN(A2))
ใช้ฟังก์ชัน MID ใน Excel แยกข้อความหลังช่องว่างแรก
  • FIND(" ", A2) หาเลขตำแหน่งช่องว่างตัวแรก
  • +1 เพื่อเริ่มหลังช่องว่าง
  • LEN(A2) ใช้ความยาวทั้งหมดเป็นจำนวนอักขระที่เหลือ

ผลลัพธ์

ผลลัพธ์การแยกข้อความหลังช่องว่างแรก

หมายเหตุ

  • หากตำแหน่งเริ่มต้น (start_num) มากกว่าความยาวของข้อความ จะได้ผลลัพธ์เป็นค่าว่าง (“”)
  • ฟังก์ชัน MID เหมาะสำหรับการตัดข้อความที่มีรูปแบบมาตรฐานแน่นอน
  • ควรใช้ร่วมกับฟังก์ชัน FIND หรือ SEARCH เพื่อหาตำแหน่งเริ่มต้นแบบอัตโนมัติในกรณีที่ข้อความมีความยาวไม่แน่นอน

สรุป

ฟังก์ชัน MID ใน Excel เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการข้อความ โดยเฉพาะการแยกข้อมูลจากข้อความหลักในตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นรหัส ชื่อ หรือข้อมูลที่ไม่มีตัวคั่นชัดเจน ฟังก์ชันนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งในการวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมข้อมูลสำหรับระบบ หรือการจัดเรียงข้อมูลให้เหมาะสมกับการใช้งานอื่น ๆ ในทางธุรกิจและบัญชี

ข้อมูลอ้างอิง: MID function

แชร์เรื่องนี้