ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel

ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel เป็นฟังก์ชันทางการเงินที่ใช้สำหรับคำนวณ “ยอดรับคืนสุทธิ” ที่ผู้ลงทุนจะได้รับเมื่อพันธบัตรครบกำหนด โดยพิจารณาจากวันซื้อ วันครบกำหนด อัตราดอกเบี้ย และราคาซื้อของพันธบัตร เหมาะสำหรับนักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการวิเคราะห์ผลตอบแทนสุทธิจากตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารหนี้ประเภทไม่มีดอกเบี้ย (zero-coupon bond)

ประโยชน์ของฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel

  • ประเมินยอดรับคืนสุทธิจากการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น
  • ช่วยตัดสินใจซื้อขายตราสารหนี้แบบไม่มีดอกเบี้ย
  • ใช้ในการวางแผนการเงินขององค์กรหรือบุคคล
  • คำนวณผลตอบแทนที่แท้จริงจากราคาซื้อกับมูลค่าที่ได้รับคืน
  • เหมาะสำหรับงานบัญชีและการวิเคราะห์การลงทุน

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

RECEIVED(settlement, maturity, investment, discount, [basis])

อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน RECEIVED มีดังนี้

  • settlement – วันที่ซื้อพันธบัตร (วันชำระบัญชี)
  • maturity – วันครบกำหนดของพันธบัตร
  • investment – ราคาซื้อของพันธบัตร
  • discount – อัตราส่วนลด (discount rate) ของพันธบัตร
  • basis (ไม่บังคับ) – วิธีนับวันในปี (0 ถึง 4)
ค่า basisวิธีนับวัน
030/360 (วิธีทั่วไปของสหรัฐ)
1Actual/Actual
2Actual/360
3Actual/365
4European 30/360

ตัวอย่างการใช้งาน

=RECEIVED(DATE(2025,1,1), DATE(2025,12,31), 95000, 0.05)

ฟังก์ชันนี้คำนวณว่า หากซื้อพันธบัตรในวันที่ 1 ม.ค. 2025 ด้วยเงิน 95,000 บาท และพันธบัตรจะครบกำหนดในวันที่ 31 ธ.ค. 2025 โดยมีอัตราส่วนลด 5% จะได้รับเงินคืนสุทธิ 100,000 บาทเมื่อครบกำหนด

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

ต้องการรู้ว่า ถ้าซื้อพันธบัตรราคาส่วนลด 98,000 บาท ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ย 2% จะได้รับเงินคืนสุทธิเท่าไร

รายการค่า
วันที่ซื้อ1 มกราคม 2025
วันครบกำหนด31 ธันวาคม 2025
ราคาซื้อ (investment)98,000 บาท
อัตราดอกเบี้ย (discount)2% (0.02)
basis0 (30/360)

สูตร

=RECEIVED(DATE(2025,1,1), DATE(2025,12,31), 98000, 0.02)
ใช้ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel คำนวณเงินที่จะได้รับคืนสุทธิจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
  • DATE(2025,1,1) คือวันที่ซื้อพันธบัตร
  • DATE(2025,12,31) คือวันครบกำหนด
  • 98000 คือจำนวนเงินลงทุน
  • 0.02 คืออัตราส่วนลด
  • ฟังก์ชันคำนวณมูลค่าเงินที่จะได้รับคืน = 100,000 บาท

ผลลัพธ์

100000

ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

ตัวอย่างที่ 2: พันธบัตรระยะสั้นแบบ Discount Bond

อยากรู้ยอดรับคืนจากพันธบัตรแบบไม่มีดอกเบี้ย ราคา 97000 บาท ครบกำหนดใน 180 วัน อัตราดอกเบี้ย 6%

รายการค่า
วันที่ซื้อ1 กรกฎาคม 2025
วันครบกำหนด28 ธันวาคม 2025
ราคาซื้อ97,000 บาท
อัตราส่วนลด6% (0.06)
basis2 (Actual/360)

สูตร

=RECEIVED(DATE(2025,7,1), DATE(2025,12,28), 97000, 0.06, 2)
ใช้ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel คำนวณยอดรับคืนจากพันธบัตรระยะสั้นแบบ Discount Bond
  • วันครบกำหนดอยู่ห่างจากวันซื้อ 180 วัน
  • ราคาซื้อ 97,000 บาท คิดลดด้วยดอกเบี้ย 6%
  • วิธีนับวันแบบ Actual/360 (basis = 2)
  • Excel คำนวณยอดรับคืนเมื่อครบกำหนด = 100,000 บาท

ผลลัพธ์

100000

ตัวอย่างที่ 2: พันธบัตรระยะสั้นแบบ Discount Bond

ตัวอย่างที่ 3: พันธบัตรลดราคาในตลาดรอง

ซื้อพันธบัตรในตลาดรองในราคา 96,500 บาท ที่จะครบกำหนดในอีก 200 วัน อัตราส่วนลด 3.5% ต้องการรู้ว่ายอดรับคืนจะเป็นเท่าไร

รายการค่า
วันที่ซื้อ15 กุมภาพันธ์ 2025
วันครบกำหนด4 กันยายน 2025
ราคาซื้อ96,500 บาท
อัตราส่วนลด3.5% (0.035)
basis1 (Actual/Actual)

สูตร

=RECEIVED(DATE(2025,2,15), DATE(2025,9,4), 96500, 0.035, 1)
ใช้ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel คำนวณยอดรับคืนจากพันธบัตรลดราคาในตลาดรอง
  • กำหนดวันซื้อและวันครบกำหนด
  • ป้อนราคาซื้อ 96,500 บาท และอัตราส่วนลด 3.5%
  • ใช้วิธีนับวันแบบ Actual/Actual (basis = 1)
  • ได้ผลลัพธ์ยอดรับคืนที่ 98,396 บาท

ผลลัพธ์

98396

ตัวอย่างที่ 3: พันธบัตรลดราคาในตลาดรอง

ตัวอย่างที่ 4: ใช้ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel คำนวณยอดรับจากตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill)

ต้องการทราบว่ายอดรับคืนจากตั๋วเงินคลังที่ซื้อในราคา 98500 บาท จะได้รับเมื่อครบกำหนดในอีก 91 วัน โดยมีอัตราดอกเบี้ย 6.5% เท่ากับเท่าไร

รายการค่า
วันที่ซื้อ1 มีนาคม 2025
วันครบกำหนด31 พฤษภาคม 2025
ราคาซื้อ98,500 บาท
อัตราส่วนลด6.5% (0.065)
basis2 (Actual/360)

สูตร

=RECEIVED(DATE(2025,3,1), DATE(2025,5,31), 98500, 0.065, 2)
ใช้ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel คำนวณยอดรับจากตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill)
  • DATE(2025,3,1) คือวันซื้อพันธบัตร
  • DATE(2025,5,31) คือวันครบกำหนด
  • 98500 คือราคาที่จ่ายเพื่อซื้อพันธบัตร
  • 0.065 คืออัตราดอกเบี้ยแบบ discount 6.5%
  • basis = 2 ใช้การนับวันแบบ Actual/360
  • ฟังก์ชันคำนวณว่ายอดรับสุทธิเมื่อครบกำหนดคือ 100,145 บาท
ตัวอย่างที่ 4: คำนวณยอดรับจากตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill)

ตัวอย่างที่ 5: ใช้ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel วิเคราะห์ผลตอบแทนพันธบัตรที่เหลืออายุอีก 60 วัน

สมมติกำลังจะซื้อพันธบัตรระยะสั้นที่เหลืออายุอีก 60 วัน ด้วยราคาซื้อ 99,000 บาท และอัตราดอกเบี้ย 6% ต้องการทราบว่ายอดรับคืนเมื่อครบกำหนดคือเท่าไร

รายการค่า
วันที่ซื้อ15 สิงหาคม 2025
วันครบกำหนด14 ตุลาคม 2025
ราคาซื้อ99,000 บาท
อัตราส่วนลด6% (0.06)
basis3 (Actual/365)

สูตร

=RECEIVED(DATE(2025,8,15), DATE(2025,10,14), 99000, 0.06, 3)
ใช้ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel วิเคราะห์ผลตอบแทนพันธบัตรที่เหลืออายุอีก 60 วัน
  • วันที่ซื้อและวันครบกำหนดต่างกัน 60 วัน
  • ราคาซื้อพันธบัตรคือ 99,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยส่วนลด 6% (discount rate)
  • ใช้วิธีนับวันแบบ Actual/365 (basis = 3)
  • ฟังก์ชันคำนวณผลตอบแทนที่แท้จริงเมื่อลงทุนในพันธบัตรดังกล่าว

ผลลัพธ์

99986

ตัวอย่างที่ 5: วิเคราะห์ผลตอบแทนพันธบัตรที่เหลืออายุอีก 60 วัน

หมายเหตุ

  • วันที่ซื้อ (settlement) ต้องมาก่อนวันครบกำหนด (maturity)
  • ราคาซื้อ (investment) ควรเป็นค่าต่ำกว่ายอดที่ได้รับ (discount bond)
  • หากไม่ระบุ basis Excel จะใช้แบบ 30/360 เป็นค่าเริ่มต้น
  • ใช้ร่วมกับฟังก์ชัน DISC, PRICE, YIELD เพื่อวิเคราะห์ตราสารหนี้ได้ครบมิติ

สรุป

ฟังก์ชัน RECEIVED ใน Excel เป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณยอดเงินที่จะได้รับคืนจากการลงทุนในพันธบัตรแบบไม่มีดอกเบี้ย โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐาน เช่น วันซื้อ วันครบกำหนด ราคาซื้อ และอัตราส่วนลด การใช้งานฟังก์ชันนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์ผลตอบแทนสุทธิได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ข้อมูลอ้างอิง: RECEIVED function

แชร์เรื่องนี้