ฟังก์ชัน MATCH ใน Excel

ฟังก์ชัน MATCH ใน Excel เป็นฟังก์ชันสำคัญที่ช่วยค้นหาตำแหน่ง (position) ของค่าที่กำหนดภายในช่วงข้อมูล โดยไม่ได้คืนค่า “เนื้อหา” แต่คืนค่า “ลำดับ” เช่น ถ้าค่าอยู่ลำดับที่ 3 ในช่วงข้อมูล ฟังก์ชันจะคืนค่า 3

ฟังก์ชัน MATCH สามารถใช้ได้ทั้งกับข้อมูลแนวตั้งและแนวนอน และมักถูกนำไปใช้คู่กับฟังก์ชัน INDEX เพื่อสร้างสูตรดึงข้อมูลแบบ dynamic อีกทั้งยังใช้ตรวจสอบลำดับข้อมูล, หาเงื่อนไขตรงกัน, และทำงานกับตารางที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของฟังก์ชัน MATCH ใน Excel

  • ค้นหาตำแหน่ง (ลำดับ) ของค่าภายในช่วงข้อมูล
  • ใช้คู่กับฟังก์ชัน INDEX, VLOOKUP, HLOOKUP เพื่อสร้างสูตร dynamic
  • ตรวจสอบเงื่อนไขหรือตำแหน่งที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลง
  • รองรับการค้นหาทั้งแบบตรงตัวและประมาณค่า
  • ช่วยวิเคราะห์ตารางที่มีการจัดเรียงลำดับ

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

=MATCH(lookup_value, lookup_array, [match_type])
  • lookup_value → ค่าที่ต้องการค้นหา
  • lookup_array → ช่วงข้อมูลที่จะค้นหา
  • [match_type] → ประเภทการจับคู่ สามารถกำหนดได้ 3 ค่า คือ
    • 1 (น้อยกว่า/เท่ากับ)
    • 0 (ตรงตัว)
    • -1 (มากกว่า/เท่ากับ)

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน MATCH ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: ค้นหาตำแหน่งชื่อในรายชื่อ

โจทย์: ต้องการหาว่า “สมชาย” อยู่ลำดับที่เท่าไหร่ในรายชื่อ

ข้อมูลตัวอย่าง

A
สมศรี
สมชาย
สมหญิง
สมปอง

สูตร

=MATCH("สมชาย", A1:A4, 0)
ใช้ฟังก์ชัน MATCH ใน Excel ค้นหาตำแหน่งชื่อในรายชื่อ
  • lookup_value → กำหนดค่า "สมชาย" เพื่อระบุค่าที่ค้นหา
  • lookup_array → กำหนดค่า A1:A4 เพื่อระบุช่วงรายชื่อ
  • match_type → กำหนดค่า 0 เพื่อค้นหาแบบตรงตัว
  • MATCH → คืนค่าลำดับที่ “สมชาย” อยู่ → ได้ลำดับที่ 2

ผลลัพธ์

2

หาว่า “สมชาย” อยู่ลำดับที่เท่าไหร่ในรายชื่อ

ตัวอย่างที่ 2: ค้นหาตำแหน่งตามค่าในชุดตัวเลข (ประมาณค่า)

โจทย์: ต้องการหาลำดับของค่า 75 ในชุดที่เรียงลำดับจากน้อยไปมาก

ข้อมูลตัวอย่าง

A
50
70
90
100

สูตร

=MATCH(75, A1:A4, 1)
ใช้ฟังก์ชัน MATCH ใน Excel ค้นหาตำแหน่งตามค่าในชุดตัวเลข (ประมาณค่า)
  • lookup_value → กำหนดค่า 75 เพื่อระบุค่าที่ค้นหา
  • lookup_array → กำหนดค่า A1:A4 → ชุดตัวเลขเรียงจากน้อยไปมาก
  • match_type → กำหนดค่า 1 เพื่อหาที่ค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับที่ใกล้ที่สุด
  • MATCH → คืนค่าลำดับที่ 2 (เพราะ 70 ≤ 75 < 90)

ผลลัพธ์

2

ลำดับของค่า 75 ในชุดที่เรียงลำดับจากน้อยไปมาก

ตัวอย่างที่ 3: ค้นหาตำแหน่งคอลัมน์ในหัวตาราง

โจทย์: ต้องการหาว่า “ยอดขาย” อยู่คอลัมน์ที่เท่าไหร่

ข้อมูลตัวอย่าง

ABC
รหัสสินค้าชื่อสินค้ายอดขาย

สูตร

=MATCH("ยอดขาย", A1:C1, 0)
ใช้ฟังก์ชัน MATCH ใน Excel ค้นหาตำแหน่งคอลัมน์ในหัวตาราง
  • lookup_value → กำหนดค่า "ยอดขาย"
  • lookup_array → กำหนดค่า A1:C1 คือ หัวตารางแนวนอน
  • match_type → กำหนดค่า 0 หมายถึง ค้นหาแบบตรงตัว
  • MATCH → คืนค่า 3 ได้แก่ คอลัมน์ C

ผลลัพธ์

3

หาว่า “ยอดขาย” อยู่คอลัมน์ที่เท่าไหร่

ตัวอย่างที่ 4: ใช้ฟังก์ชัน MATCH ใน Excel ร่วมกับ INDEX เพื่อหาค่าตามชื่อ

โจทย์: ต้องการหายอดขายของ “สมชาย”

ข้อมูลตัวอย่าง

AB
สมศรี5000
สมชาย7000
สมหญิง6000

สูตร

=INDEX(B2:B4, MATCH("สมชาย", A2:A4, 0))
ใช้ฟังก์ชัน MATCH ใน Excel ร่วมกับ INDEX เพื่อหาค่าตามชื่อ

ขั้นตอนการทำงาน

  • MATCH
    • lookup_value"สมชาย"
    • lookup_arrayA1:A3
    • match_type0 → คืนลำดับที่ 2
  • INDEX
    • arrayB1:B3
    • row_num → ใช้ค่า 2 จาก MATCH
  • INDEX → คืนค่า 7000

ผลลัพธ์

7000

ยอดขายของ “สมชาย”

คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้งาน

  • match_type = 0 → ใช้เมื่อค้นหาตรงตัว
  • match_type = 1 → ใช้กับข้อมูลเรียงจากน้อยไปมาก
  • match_type = -1 → ใช้กับข้อมูลเรียงจากมากไปน้อย
  • ใช้ร่วมกับ INDEX เพื่อสร้างสูตร dynamic ได้
  • ถ้าไม่พบค่าที่ค้นหา → MATCH จะคืนค่า #N/A

สรุป

ฟังก์ชัน MATCH ใน Excel เป็นฟังก์ชันค้นหาตำแหน่งที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำงานกับข้อมูลที่จัดเรียงหรือไม่จัดเรียง และใช้ได้ทั้งข้อมูลแนวตั้งและแนวนอน MATCH เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่มักถูกนำไปใช้ร่วมกับ INDEX, VLOOKUP, HLOOKUP เพื่อสร้างสูตร dynamic ที่ซับซ้อน การเข้าใจวิธีใช้งานและเลือก match_type อย่างเหมาะสมจึงเป็นทักษะสำคัญของผู้ใช้ Excel ในระดับมืออาชีพ

ข้อมูลอ้างอิง: MATCH function

แชร์เรื่องนี้