ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel

ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel เป็นหนึ่งในฟังก์ชันด้านข้อความที่ใช้เพื่อแปลงตัวเลขรหัส ASCII ไปเป็นอักขระที่สอดคล้องกัน เช่น CHAR(10) จะได้อักขระขึ้นบรรทัดใหม่ (Line Break) หรือ CHAR(65) จะได้ตัวอักษร A ซึ่งมีประโยชน์มากเมื่อเราต้องการจัดข้อความในเซลล์, แทรกตัวแบ่ง, สร้างข้อความแบบกำหนดเอง หรือจัดรูปแบบรายงานให้อ่านง่ายขึ้น

ตัวอย่างที่ใช้บ่อย เช่น การรวมข้อความหลายบรรทัดในเซลล์เดียว การแทรกอักขระพิเศษ หรือแม้แต่การทำความสะอาดข้อมูลที่มีอักขระไม่พึงประสงค์ ฟังก์ชันนี้ใช้งานง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูงมากเมื่อใช้ร่วมกับฟังก์ชันอื่น ๆ เช่น CONCAT, TEXTJOIN หรือ SUBSTITUTE

ประโยชน์ของฟังก์ชัน CHAR ใน Excel

  • ใช้แสดงอักขระพิเศษตามรหัส ASCII
  • ช่วยจัดรูปแบบข้อความ เช่น การขึ้นบรรทัดใหม่หรือการเว้นวรรค
  • ใช้ร่วมกับฟังก์ชันอื่น เช่น ฟังก์ชัน CONCAT, ฟังก์ชัน TEXTJOIN, ฟังก์ชัน SUBSTITUTE เพื่อสร้างข้อความแบบไดนามิก
  • เหมาะสำหรับการจัดการข้อความในรายงานหรือเอกสารอัตโนมัติ

รูปแบบการใช้งาน (Syntax)

CHAR(number)
  • number (จำเป็น): ตัวเลขระหว่าง 1 ถึง 255 ที่ระบุรหัส ASCII ของอักขระที่ต้องการแสดง

ตัวอย่างการใช้งาน

=CHAR(10)

ผลลัพธ์: ขึ้นบรรทัดใหม่ (line break)

=CHAR(36)

ผลลัพธ์: เครื่องหมายดอลลาร์ $

การประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน CHAR ใน Excel

ตัวอย่างที่ 1: แปลงรหัส ASCII เป็นอักษรภาษาอังกฤษ

สมมติว่าต้องการรู้ว่ารหัส ASCII 65 ถึง 70 แทนตัวอักษรใด

รหัส ASCIIสูตรผลลัพธ์
65=CHAR(65)A
66=CHAR(66)B
67=CHAR(67)C
68=CHAR(68)D
69=CHAR(69)E
70=CHAR(70)F
ใช้ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel แปลงรหัส ASCII เป็นอักษรภาษาอังกฤษ
  • ใส่เลขรหัส ASCII ในคอลัมน์แรก
  • ใช้สูตร =CHAR(cell) เพื่อแปลงเป็นตัวอักษร
  • ฟังก์ชันจะแสดงอักขระที่ตรงกับรหัส ASCII ที่ระบุ

ตัวอย่างที่ 2: ใช้ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel รวมข้อความหลายบรรทัดในเซลล์เดียว

สมมติว่าต้องการรวมชื่อ-สกุล โดยให้แสดงบนคนละบรรทัดภายในเซลล์เดียว

ชื่อนามสกุล
สุชาติสมใจ
นฤชาแสงจันทร์

สูตร

=A2 & CHAR(10) & B2
ใช้ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel รวมข้อความหลายบรรทัดในเซลล์เดียว
  • ใช้ & รวมชื่อและนามสกุล
  • แทรก CHAR(10) เพื่อขึ้นบรรทัดใหม่
  • ตั้งค่า “Wrap Text” ในเซลล์เพื่อให้แสดงผล 2 บรรทัด

ผลลัพธ์

รวมชื่อ-สกุล โดยให้แสดงบนคนละบรรทัดภายในเซลล์เดียว

ตัวอย่างที่ 3: แทรก Tab หรือเว้นวรรคยาวด้วย CHAR(9)

สมมติต้องการเพิ่มช่องว่างแบบแท็บ (Tab) ระหว่างข้อความ

สูตร

="รายการสินค้า" & CHAR(9) & "ราคา"
  • ใช้ CHAR(9) เพื่อแทรกช่องว่างลักษณะ Tab
  • เหมาะกับการจัดรูปแบบในระบบที่รองรับ Tab (ไม่แนะนำสำหรับการพิมพ์ใน Excel ปกติ)

ผลลัพธ์

รายการสินค้า ราคา

ตัวอย่างที่ 4: ล้างข้อมูลที่มีอักขระพิเศษ เช่น Line Break

สมมติว่ามีข้อความที่มีการขึ้นบรรทัดอยู่ภายใน และต้องการลบออก

สูตร

=SUBSTITUTE(A2, CHAR(10), " ")
  • ใช้ SUBSTITUTE เพื่อแทน CHAR(10) ด้วยช่องว่าง
  • ผลลัพธ์จะรวมข้อความทั้งหมดไว้ในบรรทัดเดียว

ตัวอย่างที่ 5: ใช้ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel สร้างสัญลักษณ์หรืออักขระพิเศษ เช่น เครื่องหมาย ©, ®

สมมติต้องการแสดงข้อความพร้อมสัญลักษณ์พิเศษที่ได้จากรหัส ASCII

รหัสสูตรผลลัพธ์
169=CHAR(169)©
174=CHAR(174)®
182=CHAR(182)
176=CHAR(176)°
ใช้ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel สร้างสัญลักษณ์หรืออักขระพิเศษ
  • ระบุรหัส ASCII สำหรับอักขระพิเศษ
  • ใช้ CHAR() เพื่อแสดงผล
  • สามารถนำไปต่อข้อความ เช่น ="ราคา: 29" & CHAR(176) & "C"

ตัวอย่างที่ 6: ใช้ CHAR เพิ่มคอมม่าในรายชื่อ

ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel เพื่อเพิ่มคอมม่าในรายชื่อ

สูตร

=A2 & CHAR(44) & " " & B2 & CHAR(44) & " " & C2

ผลลัพธ์

ใช้ CHAR(44) เพื่อเพิ่มคอมม่าในรายชื่อ

หมายเหตุ

  • ฟังก์ชัน CHAR เหมาะกับระบบ Windows ถ้าเปิดใน Mac อาจต้องใช้ ฟังก์ชัน UNICHAR แทนในบางกรณี
  • ค่าที่ใช้บ่อย:
    • CHAR(10) – ขึ้นบรรทัดใหม่ (ใช้กับ Wrap Text)
    • CHAR(9) – Tab (อาจไม่แสดงผลในบางบริบท)
    • CHAR(34) – เครื่องหมายคำพูด "
    • CHAR(44) – เครื่องหมายคอมม่า ,
  • ใช้ร่วมกับ ฟังก์ชัน SUBSTITUTE, ฟังก์ชัน TEXTJOIN, หรือฟังก์ชัน IF เพื่อควบคุมข้อความให้ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

สรุป

ฟังก์ชัน CHAR ใน Excel เป็นเครื่องมือที่ง่ายแต่ทรงพลังสำหรับการแปลงรหัส ASCII ไปเป็นอักขระที่ใช้งานได้จริง เช่น การขึ้นบรรทัดใหม่ การแสดงสัญลักษณ์พิเศษ หรือจัดการข้อความหลายบรรทัดภายในเซลล์ เหมาะกับผู้ใช้ทุกระดับที่ต้องการควบคุมรูปแบบข้อความใน Excel อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลอ้างอิง: CHAR function

แชร์เรื่องนี้