ฟังก์ชัน YIELD ใน Excel เป็นหนึ่งในฟังก์ชันทางการเงินที่จำเป็นสำหรับนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ใช้สำหรับคำนวณ อัตราผลตอบแทนต่อปีของพันธบัตร (Yield) โดยพิจารณาจากวันที่ซื้อ วันครบกำหนด ราคาซื้อ ดอกเบี้ยที่จ่าย และมูลค่าที่ตราไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในพันธบัตรนั้นให้ผลตอบแทนเท่าไรในมุมมองต่อปี
YIELD เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเปรียบเทียบความคุ้มค่าของพันธบัตรต่าง ๆ หรือการประเมินการตัดสินใจลงทุนในพันธบัตรที่มีราคาในตลาดสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ตราไว้ ฟังก์ชันนี้สามารถเลือกความถี่ในการจ่ายดอกเบี้ยได้ (รายปี ครึ่งปี หรือรายไตรมาส) และสามารถกำหนดวิธีการนับวัน (basis) ได้ตามต้องการ
การใช้ YIELD อย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ใช้งาน Excel สามารถวิเคราะห์ผลตอบแทนจากพันธบัตรได้อย่างแม่นยำ สะดวก และสามารถรวมไว้ในระบบวิเคราะห์พอร์ตการลงทุนอย่างเป็นระบบได้ง่ายดาย
ประโยชน์ของฟังก์ชัน YIELD ใน Excel
- คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรอย่างแม่นยำ
- รองรับพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยรายปี ครึ่งปี หรือรายไตรมาส
- ช่วยเปรียบเทียบพันธบัตรในพอร์ตการลงทุน
- ใช้ร่วมกับ ฟังก์ชัน PRICE หรือ ฟังก์ชัน COUPNUM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เหมาะสำหรับผู้วิเคราะห์การเงิน นักลงทุน และเจ้าของพอร์ต
รูปแบบการใช้งาน (Syntax)
YIELD(settlement, maturity, rate, pr, redemption, frequency, [basis])
อาร์กิวเมนต์ที่ใช้ในฟังก์ชัน YIELD มีดังนี้
settlement– วันที่ซื้อพันธบัตรmaturity– วันที่ครบกำหนดของพันธบัตรrate– อัตราดอกเบี้ยต่อปีของพันธบัตรpr– ราคาที่ซื้อ (เป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาตราไว้)redemption– มูลค่าตราไว้เมื่อครบกำหนด (โดยปกติ = 100)frequency– ความถี่ในการจ่ายดอกเบี้ย (1 = รายปี, 2 = ครึ่งปี, 4 = รายไตรมาส)basis– (ไม่บังคับ) วิธีนับวัน (0 = US 30/360, 1 = Actual/Actual, 2 = Actual/360, 3 = Actual/365, 4 = European 30/360)
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานฟังก์ชัน YIELD ใน Excel
ตัวอย่างที่ 1: ซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี
ต้องการคำนวณผลตอบแทนที่แท้จริงจากการซื้อพันธบัตรที่ราคาต่ำกว่าราคาตราไว้
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| วันที่ซื้อ | 01/01/2024 |
| วันครบกำหนด | 01/01/2029 |
| ดอกเบี้ยต่อปี | 5% |
| ราคาซื้อ (% ของมูลค่าตราไว้) | 95 |
| มูลค่าตราไว้ | 100 |
| ความถี่ในการจ่ายดอกเบี้ย | ครึ่งปี (2) |
สูตร
=YIELD(DATE(2024,1,1), DATE(2029,1,1), 0.05, 95, 100, 2, 0)

- ใช้วันที่ซื้อและวันครบกำหนดเพื่อคำนวณระยะเวลา
- ดอกเบี้ย 5% ต่อปี จ่ายทุก 6 เดือน
- ราคาซื้อถูกกว่าราคาตราไว้ (มีส่วนลด)
- คำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีรวมดอกเบี้ยและกำไรจากส่วนลด
ผลลัพธ์
0.06 หรือ 6%

ตัวอย่างที่ 2: ใช้ฟังก์ชัน YIELD ใน Excel ประเมินผลตอบแทนจากพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยรายไตรมาส
ต้องการประเมินผลตอบแทนจากพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ย 4 ครั้งต่อปี
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| วันที่ซื้อ | 01/10/2023 |
| วันครบกำหนด | 01/10/2026 |
| ดอกเบี้ยต่อปี | 3% |
| ราคาซื้อ (% ของมูลค่าตราไว้) | 98 |
| มูลค่าตราไว้ | 100 |
| ความถี่ในการจ่ายดอกเบี้ย | ไตรมาส (4) |
สูตร
=YIELD(DATE(2023,10,1), DATE(2026,10,1), 0.03, 98, 100, 4, 0)

- วันที่ซื้อ (
01/10/2023) และ วันครบกำหนด (01/10/2026) - อัตราดอกเบี้ยต่อปี 3% (หรือ 0.03)
- ราคาซื้อ = 98 บาท
- มูลค่าตราไว้ = 100 บาท
- frequency = 4 คือจ่ายดอกเบี้ยรายไตรมาส (ทุก 3 เดือน)
- basis = 0 (US 30/360)
- การคำนวณผลตอบแทน (YIELD):
- Excel จะรวม กระแสเงินสดรับทั้งหมด (ดอกเบี้ยทุกงวด + มูลค่าตราไว้เมื่อครบกำหนด)
- และ คิดลดย้อนกลับ ว่า หากจ่ายเงิน 98 บาทวันนี้ แล้วได้กระแสเงินสดตามงวดเหล่านี้ จะเทียบเท่าผลตอบแทนกี่ % ต่อปี
- ค่าที่ได้คือ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (Annual Yield) ซึ่งคำนวณตามความถี่การจ่ายดอกเบี้ยที่ระบุไว้ (ในที่นี้คือรายไตรมาส)
ผลลัพธ์
0.04 หรือ 4%

หมายเหตุ
- วันที่ซื้อ (settlement) ต้องน้อยกว่าวันครบกำหนด (maturity)
- ราคาซื้อ (pr) ต้องเป็น % ของ 100
- หากใช้ basis ผิด อาจทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนได้
- ใช้ YIELD ควบคู่กับ PRICE จะช่วยวิเคราะห์เชิงลึกได้ดียิ่งขึ้น
สรุป
ฟังก์ชัน YIELD ใน Excel คือเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร โดยใช้ข้อมูลราคาซื้อ ดอกเบี้ย และวันครบกำหนด เพื่อประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนได้อย่างแม่นยำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปรียบเทียบพันธบัตรหลายประเภทใน Excel ได้อย่างมืออาชีพ
ข้อมูลอ้างอิง: YIELD function
