DCRUB

DCRUB

วิธีซ่อนหัวคอลัมน์ใน Excel

ใน Excel จะแสดงข้อมูลในรูปแบบ แถว และ คอลัมน์ ด้านบนจะมีพื้นที่สำหรับแสดงหัวคอลัมน์ โดยจะแทนชื่อคอลัมน์ด้วยตัวอักษร A, B, C ไปเรื่อย ๆ ส่วนด้านหน้าจะมีพื้นที่สำหรับแสดงตัวเลขลำดับของแถว โดยจะแสดงตั้งแต่เลข 1,2,3 ไปเรื่อย ๆ โดยพื้นที่ดังกล่าว เราสามารถซ่อนไปก่อนก็ได้ ในกรณีที่ไม่จำเป็นต้องมีการอ้างอิงถึงแถวและคอลัมน์ เพื่อเพิ่มพื้นที่ทำงานให้กับ Worksheet ของเรา โดยมีวิธีการทำดังนี้ เพียงแค่นี้หัวคอลัมน์ก็จะถูกซ่อนไปแล้ว เราจะได้พื้นที่การทำงานเพิ่มขึ้นมาอีกนิด ถ้าต้องการให้แสดงหัวคอลัมน์เหมือนเดิม ก็แค่ทำตามวิธีเดิม แล้วติ๊กเครื่องหมาย ✔ หน้าตัวเลือก Headings แค่นั้นเอง

วิธีซ่อนแถบสูตร Formula Bar ใน Excel

Excel จะมีแถบสูตร Formula Bar อยู่ภายใต้แถบริบบอน เอาไว้สำหรับเขียนสูตรหรือแสดงสูตร ซึ่งบางครั้งงานของเราอาจไม่มีสูตรหรือไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเลยก็ได้ เราสามารถสั่งให้ Excel ซ่อนแถบสูตรนี้ก่อนได้ เพื่อจะได้พื้นที่ทำงานเพิ่มขึ้นมาอีกสักเล็กน้อย โดยมีวิธีการทำดังนี้ เพียงแค่นี้แถบสูตรก็หายไปแล้ว เราจะได้พื้นที่ทำงานเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย คราวหน้าถ้าต้องการให้แถบสูตรแสดง ก็ทำตามขั้นตอนเดิม แล้วก็ติ๊กเครื่องหมาย ✔ ที่หน้าตัวเลือก Formula Bar แถบสูตรก็จะกับมาเหมือนเดิม

วิธีเติมข้อมูลประเภท วัน/เดือน/ปี อัตโนมัติ ใน Excel

ข้อมูลประเภทวันที่ เราสามารถให้ Excel เติมข้อมูลประเภทนี้อัตโนมัติได้ การเติมข้อมูลประเภทวันที่ จะเติมได้ทั้งแบบวันในสัปดาห์ 7 วัน, เดือน และ วัน เดือน ปี โดยมีวิธีการดังนี้ จะได้ข้อมูลตามที่ต้องการ ถ้าข้อมูลเริ่มต้นเป็นชื่อวัน Excel ก็จะเติมข้อมูลวันต่อ ๆ ไปให้ เช่น ข้อมูลเริ่มต้นเป็น Sunday เมื่อคลิกลากเพื่อเติมข้อมูลก็จะได้ข้อมูลวัน ต่อจากข้อมูลเริ่มต้น ถ้าข้อมูลเริ่มต้นเป็นชื่อเดือน เช่น January เมื่อคลิกลากเพื่อเติมข้อมูลก็จะได้รายชื่อเดือน (ต่อจากเดือนเริ่มต้น) ตัวเลือกการเติมข้อมูล เมื่อเราทำการคลิกลากเพื่อเติมข้อมูลตามวิธีด้านบนแล้ว หลังจากปล่อยเมาส์จะมีกรอบสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นมาที่มุมขวาด้านล่างของเซลล์สุดท้ายที่ถูกเติมข้อความ ถ้านำเมาส์ไปคลิกจะมีตัวเลือกสำหรับการเติมข้อความปรากฏขึ้นมาใหเราเลือก ดังนี้

วิธีเติมข้อมูลแบบข้อความอัตโนมัติใน Excel

ใน Excel ถ้าเราต้องการเติมข้อมูลซ้ำ ๆ กัน หลาย ๆ เซลล์ หรือคัดลอกข้อมูลจากเซลล์ไปยังเซลล์อื่นที่อยู่ติดกันหลาย ๆ เซลล์ สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยใช้ความสามารถ Auto fill ของ Excel ดังนี้ จะได้ข้อมูลเหมือนกับเซลล์ต้นทางตามที่เราต้องการ ตัวเลือกการเติมข้อมูล เมื่อเราทำการคลิกลากเพื่อเติมข้อมูลตามวิธีด้านบนแล้ว หลังจากปล่อยเมาส์จะมีกรอบสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นมาที่มุมขวาด้านล่างของเซลล์สุดท้ายที่ถูกเติมข้อความ ถ้านำเมาส์ไปคลิกจะมีตัวเลือกสำหรับการเติมข้อความปรากฏขึ้นมาใหเราเลือก ดังนี้

วิธีเติมข้อมูลตัวเลขต่อเนื่องอัตโนมัติใน Excel

ในกรณีที่เราต้องการกรอกข้อมูลแบบลำดับตัวเลข เราสามารถใช้ความสามารถของ Excel ช่วยเติมข้อมูลแบบลำดับให้เราโดยอัตโนมัติได้ เช่น ต้องการกรอกข้อมูลเป็นตัวเลข 1 ถึง 100 แทนที่เราจะมากรอกเองทีละช่อง เราก็สามารถให้ Excel กรอกให้อัตโนมัติได้ โดยมีวิธีดังนี้ เราก็จะได้ข้อมูลที่เป็นลำดับตัวเลขตามที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ข้อมูลตัวเลขที่ได้จะมีการเพิ่มขึ้นตามสเต็ปตามตัวเลขในเซลล์ที่ 1 และ 2 ตามที่เรากรอก ในตัวอย่างเรากรอกเป็น 1 และ 2 ตามลำดับ เมื่อเราให้ Excel กรอกข้อมูลอัตโนมัติให้ เราก็จะได้ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทีละ 1 (เพราะ 1 กับ 2 ต่างกันอยู่ 1 ค่านั่นเอง) แต่ถ้าเราอยากได้ข้อมูลที่แตกต่างไปจากนี้ เช่น เพิ่มขึ้นทีละ…

วิธีขึ้นบรรทัดใหม่ใน Excel

โดยปกติ เวลาเราพิมพ์ข้อมูลใน Word หรือโปรแกรมอื่น ๆ ถ้าเราต้องการขึ้นบรรทัดใหม่ เราจะกดปุ่ม Enter บนคีย์บอร์ด แค่นี้ก็ขึ้นบรรทัดใหม่ได้แล้ว แต่สำหรับการกรอกข้อมูลในเซลล์ของ Excel นั้นไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถขึ้นบรรทัดใหม่โดยการกดปุ่ม Enter ได้ เพราะการกดปุ่ม Enter ในขณะกรอกข้อมูลใน Excel นั้นเป็นการเปลี่ยนเซลล์เพื่อไปรับค่าในเซลล์ด้านล่าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถขึ้นบรรทัดใหม่ใน Excel ได้ ถ้าต้องการขึ้นบรรทัดใหม่ในเซลล์เดียวกัน สามารถทำได้โดยกดปุ่ม Alt + Enter ครับ คือในขณะที่เราพิมพ์ข้อความไป เมื่อต้องการขึ้นบรรทัดใหม่ในเซลล์เดิม ก็สามารถกดปุ่ม Alt และปุ่ม Enter พร้อมกันเพื่อขึ้นบรรทัดใหม่แล้วก็พิมพ์ข้อความต่อได้เลย เราก็จะได้ข้อความหลายบรรทัดในเซลล์เดียวกันตามที่ต้องการ

Python การนับจำนวนไฟล์

การนับจำนวนไฟล์ด้วยภาษา Python ลำดับแรก ให้อิมพอร์ตไลบรารี glob เข้ามาในโปรเจ็กต์ก่อน แล้วเรียกใช้เมธอด glob1() ซึ่งต้องการพารามิเตอร์ 2 ตัว มีรูปแบบการใช้งานดังนี้ ไดเร็คทอรีเป้าหมายมีไฟล์อยู่ 3 ไฟล์ ผลลัพธ์ ได้รายการไฟล์ทั้งหมดที่มีอยู่ในไดเร็คทอรีปลายทาง [‘file2.rtf’, ‘file3.txt’, ‘file4.rar’] ถ้าต้องการนับจำนวนไฟล์ ให้ใช้ฟังก์ชัน len() 3 หรือจะใช้เมธอด glob() ก็ได้ ดังตัวอย่าง ไดเร็คทอรีปัจจุบัน มีไฟล์แค่ 2 ไฟล์ ผลลัพธ์ [‘file1.txt’, ‘main.py’]มีไฟล์ทั้งหมด : 2 ไฟล์ ถ้าต้องการระบุไดเร็คทอรีปลายทาง ก็สามารถทำได้เช่นกัน…

Python ตรวจสอบความละเอียดหน้าจอ

การตรวจสอบความละเอียดหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา Python สามารถทำได้โดยใช้เมธอด get_monitors ของไลบรารี screeninfo ซึ่งเราต้องทำการติดตั้งไลบรารีตัวนี้ก่อน โดยใช้คำสั่ง pip install screeninfo เมื่อติดตั้งไลบรารี screeninfo เรียบร้อยแล้ว ในการเขียนโปรแกรม เราต้องทำการอิมพอร์ตเมธอด get_monitors เข้ามาก่อน หลังจากนั้นเราจะสามารถเรียกใช้งานเมธอด get_monitors() ได้ ซึ่งเมธอดนี้จะคืนค่ากลับมาเป็นรายการข้อมูลของจอทุกจอที่ต่ออยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ตัวอย่างข้อมูลที่ได้จะเป็นประมาณนี้ [Monitor(x=0, y=0, width=1920, height=1080, width_mm=344, height_mm=194, name=’\\.\DISPLAY1′, is_primary=True), Monitor(x=1920, y=0, width=1920, height=1080, width_mm=480, height_mm=270, name=’\\.\DISPLAY5′, is_primary=False)] จากข้อมูลตัวอย่างด้านบน…

Python การใช้ while loop

ใน Python เราสามารถใช้ while loop เพื่อวนรอบทำงานบางอย่างไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด การใช้ while loop เราต้องสร้างตัวแปรมาไว้เป็นเงื่อนไขเพื่อกำหนดว่าจะจบการวนลูปเมื่อไหร่ ดังตัวอย่าง ผลลัพธ์ จะได้เลข 1 – 9 เพราะลูปทำงาน 9 รอบ รอบที่ 1-9 ตัวแปร count ยังมีค่าน้อยกว่า 10 อยู่ ลูปจึงทำงานทุกรอบ หลังจากนั้น ตัวแปร count มีค่าเท่ากับ 10 ไม่ตรงตามเงื่อนไข ลูปจึงไม่ทำงาน 123456789 ออกจากลูปด้วย break statement…

Python การตรวจสอบเงื่อนไขด้วย If statement

ใน Python เราสามารถเขียนคำสั่งตรวจสอบเงื่อนไขโดยการใช้ If statement เพื่อการตรวจสอบเงื่อนไขบางอย่างว่าเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่ ก่อนจะดำเนินการใด ๆ โดยการใช้คีย์เวิร์ด if สำหรับการตรวจสอบเงื่อนไข เราสามารถใช้เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการตรวจสอบได้ดังนี้ ตัวอย่างการใช้ If statement การตรวจสอบเงื่อนไขด้วย If statement เราจะใช้คีย์เวิร์ด if ในการตรวจสอบ ดังตัวอย่าง ผลลัพธ์ x หน้อยกว่า y การย่อหน้า ใน Python จะใช้การย่อหน้า (โดยปกตินิยมใช้วิธีกดปุ่ม Tab บนคีย์บอร์ดเพื่อทำย่อหน้า) สำหรับการกำหนดขอบเขตของโค้ด ไม่เหมือนภาษาอื่น ๆ ที่โดยส่วนใหญ่จะใช้เครื่องหมายวงเล็บปีกกา {} ในการกำหนดขอบเขตของโค้ด ถ้าเราใช้…

Python Dictionary เมธอด values()

เมธอด values() ใช้สำหรับดึงข้อมูลส่วนที่เป็นค่า value ใน Dictionary ออกมา โดยจะคืนค่ากลับออกมาเป็น view object ซึ่งบรรจุข้อมูลที่เป็นค่า value ของ Dictionary นั้น ๆ ในรูปแบบของ List รูปแบบการใช้งาน ผลลัพธ์ ได้ view object ซึ่งเก็บค่า value ของ Dictionary ต้นทาง ที่อยู่ในรูปแบบ List dict_values([‘iPhone 14’, ‘2022’, ‘39,000’]) ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ Dictionary ต้นทาง จะมีผลทำให้ข้อมูลใน view object…

Python Dictionary เมธอด update()

เมธอด update() ใช้สำหรับการเพิ่มข้อมูลเข้าไปใน Dictionary โดยข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปสามารถเป็นข้อมูลแบบ Dictionary หรือข้อมูลชนิด Iterable อื่น ๆ ที่มีการเก็บข้อมูลในลักษณะ key:value ก็ได้ รูปแบบการใช้งาน ตัวอย่าง ผลลัพธ์ ข้อมูลที่ส่งเข้าไปเป็นพารามิเตอร์ ถูกเพิ่มเข้าไปใน Dictionary ต้นทาง {‘model’: ‘iPhone 14’, ‘year’: ‘2022’, ‘price’: ‘39,000’, ‘color’: ‘red’}

Python Dictionary เมธอด setdefault()

เราสามารถใช้เมธอด setdefault() เพื่อเข้าถึงข้อมูลใน Dictionary โดยระบุ key เป็นพารามิเตอร์ โดยจะได้ค่ากลับมาเป็นค่าของข้อมูลตาม key ที่ระบุ แต่ถ้า key ที่ระบุไม่มีอยู่ใน Dictionary ต้นทาง จะเป็นการเพิ่ม key ที่ระบุเข้าไปใน Dictionary ต้นทางแทน รูปแบบการใช้งาน ผลลัพธ์ ได้ค่าข้อมูลใน Dictionary ต้นทาง ตามคีย์ที่กำหนด iPhone 14 ถ้า key ที่ระบุ ไม่มีอยู่จริงใน Dictionary ต้นทาง จะเป็นการเพิ่ม key ดังกล่าวเข้าไปใน Dictionary ต้นทางแทน (ถ้าไม่ได้ระบุ…

Python Dictionary เมธอด popitem()

เมธอด popitem() จะลบข้อมูลลำดับสุดท้ายใน Dictionary ออกไป (ใน Python เวอร์ชันต่ำกว่า 3.7 จะลบข้อมูลแบบสุ่ม) รูปแบบการใช้งาน ผลลัพธ์ ข้อมูลลำดับสุดท้ายจะถูกลบออกจาก Dictionary {‘model’: ‘iPhone 14’, ‘year’: ‘2022’, ‘price’: ‘39,000’} ข้อมูลที่จะถูกรีเทิร์นกลับมาจากเมธอด popitem() คือข้อมูลที่ถูกลบ โดยจะรีเทิร์นกลับมาในรูปแบบข้อมูลประเภท Tuple ผลลัพธ์ ได้ข้อมูลที่ถูกรีเทิร์นกลับออกมาในรูปแบบ Tuple ซึ่งข้อมูลนี้คือข้อมูลที่ถูกลบออกไปนั่นเอง (‘color’, ‘white’)

Python Dictionary เมธอด pop()

เมธอด pop() ใช้สำหรับลบข้อมูลใน Dictionary ตามคีย์ที่ระบุ โดยจะคืนค่ากลับมาเป็นค่าของข้อมูลที่ถูกลบ (ตามคีย์ที่ระบุ) รูปแบบการใช้งาน ผลลัพธ์ ข้อมูลที่มีคีย์ “year” ถูกลบออกไปจาก Dictionary {‘model’: ‘iPhone 14’, ‘price’: ‘39,000’, ‘color’: ‘white’} ถ้าต้องการทราบว่าข้อมูลใดถูกลบออกจาก Dictionary ให้สร้างตัวแปรขึ้นมารับค่าส่งกลับจากเมธอด pop() ผลลัพธ์ จะได้ค่าของข้อมูลที่ถูกลบออกไป ข้อมูลที่ถูกลบ2022 ถ้าคีย์ที่ระบุไม่มีอยู่จริงใน Dictionary ต้นทาง จะเกิด Error ผลลัพธ์คือเกิด Error เพราะสั่งให้ลบข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง วิธีป้องกันคือ ระบุพารามิเตอร์ defaultvalue เพิ่มเข้าไปในเมธอด pop()…

Python Dictionary เมธอด keys()

เมธอด keys() จะรีเทิร์นค่ากลับมาเป็น view object ซึ่งเก็บค่า keys ของ Dictionary ต้นทาง ในรูปแบบ List รูปแบบการใช้งาน dict_keys([‘model’, ‘year’, ‘price’]) ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นใน Dictionary ข้อมูลใน view object ที่ได้จากเมธอด keys() ก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ผลลัพธ์ ข้อมูลใน view object ที่ได้จากเมธอด keys() จะอัปเดทตามข้อมูลใน Dictionary ต้นทางเสมอ ก่อนการเปลี่ยนแปลงdict_keys([‘model’, ‘year’, ‘price’])หลังการเปลี่ยนแปลงdict_keys([‘model’, ‘year’, ‘price’,…

Python Dictionary เมธอด items()

เมธอด items() จะรีเทิร์นค่ากลับมาเป็น view object ซึ่งภายในจะเก็บข้อมูลของ Dictionary แบบจับคู่ key-value ในรูปแบบ tuple ซ้อนอยู่ใน list อีกที มีรูปแบบการใช้งานดังนี้ ผลลัพธ์ dict_items([(‘model’, ‘iPhone 14’), (‘year’, ‘2022’), (‘price’, ‘39,000’)]) ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ใน Dictionary ก็จะมีผลกับ view object ที่ได้จากเมธอด itmes() ด้วยเช่นกัน ผลลัพธ์ ข้อมูลใน view object เปลี่ยนแปลงไปตามค่าของ Dictionary ต้นทางที่ถูกเปลี่ยนแปลง…

Python Dictionary เมธอด get()

เราสามารถใช้เมธอด get() เพื่อเข้าถึงข้อมูลใน Dictionary ได้ โดยการระบุ key ที่ต้องการ มีรูปแบบการใช้งานดังนี้ ผลลัพธ์ iPhone 14 ลองระบุคีย์ที่ไม่มีอยู่ใน Dictionary ต้นทางดู ผลลัพธ์จะเป็น None เพราะไม่มีข้อมูลตามคีย์ที่ระบุ None ทีนี้ลองระบุคีย์ที่ไม่มีใน Dictionary พร้อมทั้งระบุค่า defaultvalue ที่ต้องการให้ return กลับมาในกรณีที่ไม่มีข้อมูลตามที่ต้องการ ผลลัพธ์ ไม่มี Key ที่ระบุ

Python Dictionary เมธอด fromkeys()

เราสามารถสร้าง Dictionary ด้วยเมธอ fromkeys() ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็น Dictionary ที่มี key และ value ตามที่กำหนด มีรูปแบบการใช้งานดังนี้ ตัวอย่างการใช้งานเมธอด fromkeys() แบบไม่ระบุ value ผลลัพธ์ จะได้ Dictionary ใหม่ที่มีคีย์ตามที่กำหนด แต่ค่าเป็น None ทั้งหมด เพราะเราไม่ได้ระบุ {‘firstname’: None, ‘lastname’: None, ‘age’: None} ตัวอย่างการใช้งานเมธอด fromkeys() แบบระบุ value ผลลัพธ์ จะได้ Dictionary ใหม่ ที่มี key…

Python Dictionary เมธอด copy()

ถ้าต้องการคัดลอกข้อมูลทั้งหมดใน Dictionary สามารถทำได้โดยใช้เมธอด copy() โดยผลลัพธ์จะได้เป็น Dictionary อีกชุดหนึ่งที่มีข้อมูลเหมือน Dictionary ต้นทางทุกประการ ผลลัพธ์ ข้อมูลต้นทาง{‘model’: ‘iPhone 14’, ‘year’: ‘2022’, ‘price’: ‘39,000’}ข้อมูลปลายทาง{‘model’: ‘iPhone 14’, ‘year’: ‘2022’, ‘price’: ‘39,000’}

Python Dictionary เมธอด clear()

เราสามารถลบสมาชิกทั้งหมดใน Dictionary ได้โดยการใช้เมธอด clear() โดยมีรูปแบบการใช้งานดังนี้ โดยข้อมูลทั้งหมดใน Dictionary ต้นทางจะถูกลบออกไป ผลลัพธ์ Before removing{‘model’: ‘iPhone 14’, ‘year’: ‘2022’, ‘price’: ‘39,000’}After removing{}

วิธีตั้งค่าโหมดสีและความโปร่งใสใน Windows 11

ใน Windows 11 เราสามารถกำหนดการแสดงผลเป็นโหมดสว่าง โหมดมืด หรือโหมดแบบกำหนดเองก็ได้ โดยมีวิธีการทำดังนี้ หน้าต่าง Personalization จะถูกเปิดขึ้นมา ให้คลิกที่หัวข้อ Colors จะเข้าสู่หน้าต่าง Personalization > Colors ที่หัวข้อ Choose your mode จะมีตัวเลือกสำหรับการตั้งค่าโหมดสี 3 ตัวเลือก ดังนี้ Light Dark ถ้าเลือกเป็นโหมด Custom จะมีตัวเลือกเพิ่มเติมขึ้นมาอีก 2 ตัวเลือก ดังนี้ หัวข้อ Transparency effects ถ้าต้องการให้แสดงผลแบบโปร่งใส ให้ตั้งค่าตัวเลือกนี้เป็น On ถ้าไม่ต้องการให้โปร่งใส ก็ให้ตั้งค่าเป็น…

วิธีทำภาพพื้นหลังแบบ Slideshow ใน Windows 11

นอกจากภาพพื้นหลังแบบนิ่ง ๆ ภาพเดียวตลอดทั้งปีไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เรายังสามารถกำหนดพื้นหลังใน Windows 11 ให้แสดงแบบ Slideshow ได้ด้วย เพื่อความไม่ซ้ำซากจำเจ มีวิธีดังนี้ หน้าต่าง Settings จะถูกเปิดขึ้นมา ให้คลิกที่ Personalization หน้าต่าง Personalization จะถูกเปิดขึ้นมา ให้คลิกที่หัวข้อ Background จะเข้าสู่หน้าต่าง Personalization > Background ที่หัวข้อ Personalize your background ค่าเริ่มต้นจะเป็น Picture ให้คลิกและเปลี่ยนเป็นตัวเลือก Slideshow จะมีหัวข้อต่าง ๆ เพิ่มเข้ามาเพื่อให้ตั้งค่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Slideshow ที่หัวข้อ Choose a…

วิธีเปลี่ยนภาพพื้นหลังใน Windows 11

ถ้าต้องการเปลี่ยนภาพพื้นหลังใน Windows 11 สามารถทำได้ดังนี้ หน้าต่าง Personalization จะถูกเปิดขึ้นมา ให้คลิกที่หัวข้อ Background จะเข้าสู่หน้า Background ที่หัวข้อ Recent images จะมีรูปจำนวนหนึ่งที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว เราสามารถเลือกรูปภาพที่ต้องการได้เลย หรือถ้าไม่ชอบรูปที่มีอยู่ ก็สามารถเลือกใช้รูปอื่น ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องของเราได้ โดยคลิกที่ปุ่ม Browse photos หลังจากนั้นเลือกรูปที่ต้องการทำเป็นพื้นหลัง แล้วคลิกปุ่ม Choose picture รูปที่เราเพิ่มเข้ามาใหม่จะถูกนำไปเป็นภาพพื้นหลังทันที