MySQL การใช้งานฟังก์ชัน PERIOD_DIFF()
ฟังก์ชัน PERIOD_DIFF() ใช้เพื่อคำนวณจำนวนเดือนระหว่างช่วงเวลาสองค่าที่อยู่ในรูปแบบ YYYYMM โดยคืนค่าผลลัพธ์เป็นจำนวนเดือนทั้งหมดระหว่างช่วงเวลา
ฟังก์ชัน PERIOD_DIFF() ใช้เพื่อคำนวณจำนวนเดือนระหว่างช่วงเวลาสองค่าที่อยู่ในรูปแบบ YYYYMM โดยคืนค่าผลลัพธ์เป็นจำนวนเดือนทั้งหมดระหว่างช่วงเวลา
ฟังก์ชัน PERIOD_ADD() ใช้เพื่อบวกจำนวนเดือน (n) เข้ากับค่าช่วงเวลา (period) ที่อยู่ในรูปแบบ YYYYMM (ปีและเดือน) เช่น PERIOD_ADD(202404, 3)
ฟังก์ชัน NOW() ใช้เพื่อคืนค่า "วันและเวลาปัจจุบัน" ของระบบ ในรูปแบบ DATETIME เหมาะกับการบันทึกเวลาการสร้างหรือปรับปรุงข้อมูล
ฟังก์ชัน MONTHNAME() ใช้เพื่อคืนชื่อเดือน (แบบเต็ม) จากข้อมูลวันเวลา เช่น 'April', 'December' เหมาะสำหรับการแสดงผลที่เข้าใจง่าย
ฟังก์ชัน MONTH() ใช้เพื่อดึงเลขเดือน (1–12) จากข้อมูลวันที่หรือวันเวลา เหมาะสำหรับการกรอง, วิเคราะห์ หรือจัดกลุ่มข้อมูลตามเดือน
ฟังก์ชัน MINUTE() ใช้เพื่อดึงค่าของ “นาที” จากข้อมูลประเภท TIME, DATETIME, หรือ TIMESTAMP เหมาะกับการวิเคราะห์ข้อมูลรายนาที เช่น เวลาการใช้งานระบบ, เวลาบันทึกเหตุการณ์ หรือเวลาทำธุรกรรม ประโยชน์ของฟังก์ชัน…
ฟังก์ชัน MICROSECOND() ใช้เพื่อดึงค่าไมโครวินาที (0–999999) จาก DATETIME(6) หรือ TIME(6) ที่รองรับความละเอียดระดับไมโครวินาที
ฟังก์ชัน MAKETIME() ใช้เพื่อสร้างค่า TIME ในรูปแบบ HH:MM:SS จากค่าชั่วโมง (HOUR), นาที (MINUTE) และวินาที (SECOND)
ฟังก์ชัน MAKEDATE() ใช้เพื่อสร้างวันที่ (DATE) จากปี (YEAR) และลำดับวันในปี (DAYOFYEAR) เหมาะสำหรับการสร้างวันที่ (DATE) จากเลขปีและเลขวันที่
ฟังก์ชัน LOCALTIMESTAMP() ใช้เพื่อคืนค่าวันและเวลาปัจจุบันของระบบ ในรูปแบบ DATETIME เช่น 2025-04-10 17:00:00 ซึ่งเหมาะสำหรับการบันทึกวันเวลา
ฟังก์ชัน LOCALTIME() ใช้เพื่อคืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบันของระบบ (Local Time) ในรูปแบบ YYYY-MM-DD HH:MM:SS เหมาะกับการบันทึกเวลาการทำรายการ
ฟังก์ชัน LAST_DAY() ใช้เพื่อคืนค่าวันที่ของวันสุดท้ายของเดือน ที่อยู่ในวันเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับการหาวันสุดท้ายของเดือน จากวันที่ที่กำหนด เช่น ใช้คำนวณกำหนดการสิ้นเดือน, การปิดงวดบัญชี หรือกำหนดวันหมดอายุ ประโยชน์ของฟังก์ชัน LAST_DAY() รูปแบบการใช้งาน ตัวอย่างการใช้งาน หาวันสุดท้ายของเดือนเมษายน…
ฟังก์ชัน HOUR() ใช้เพื่อดึง “ชั่วโมง” (0–23) จากค่าเวลาหรือวันเวลา เช่น '15:30:00' หรือ '2025-04-10 08:45:00' เหมาะสำหรับการดึงชั่วโมง (Hour)
ฟังก์ชัน FROM_DAYS() ใช้เพื่อแปลงค่าจำนวนวัน (จำนวนเต็ม) เป็นวันที่ (DATE) โดยถือว่าเริ่มนับจากวันที่ '0000-01-01' มีความสามารถเฉพาะตัวในการแปลงค่าจำนวนวัน (days) เป็นวันที่ (DATE)
ฟังก์ชัน EXTRACT() ใช้เพื่อดึงค่าบางส่วนจากวันที่หรือเวลาที่ระบุ เช่น YEAR, MONTH, DAY, HOUR, MINUTE, SECOND ฯลฯ
ฟังก์ชัน DAYOFYEAR() ใช้เพื่อคืนค่าลำดับของวันที่ในปี จากวันที่ที่ระบุ เช่น '2025-04-10' คือวันที่ 100 ของปี เหมาะสำหรับการคำนวณลำดับวันที่
ฟังก์ชัน DAYOFWEEK() ใช้เพื่อคืนค่าลำดับวันในสัปดาห์ จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP โดยผลลัพธ์จะเป็นเลขระหว่าง 1 ถึง 7
ฟังก์ชัน DAYOFMONTH() ใช้เพื่อดึงเลขวันของเดือน (1–31) จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับสร้างรายงานประจำวัน
ฟังก์ชัน DAYNAME() ใช้เพื่อดึงชื่อของวันในสัปดาห์ จากค่าที่เป็น DATE, DATETIME, หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับการดึงชื่อวันในสัปดาห์
ฟังก์ชัน DAY() ใช้เพื่อดึงเลขวัน (วันที่ในเดือน) จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME, หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับการดึงเลขวันออกมาจากข้อมูลประเภทวันที่
ฟังก์ชัน DATE_SUB() ใช้เพื่อลบช่วงเวลา (INTERVAL) ออกจากค่าที่เป็นวันที่ (DATE, DATETIME, หรือ TIMESTAMP) แล้วคืนผลลัพธ์ออกมา
ฟังก์ชัน DATE_FORMAT() ใช้เพื่อแปลงค่า DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP ให้อยู่ในรูปแบบข้อความ (string) ตามรูปแบบ (format) ที่กำหนด
ฟังก์ชัน DATE_ADD() ใช้เพื่อบวกช่วงเวลา (INTERVAL) เข้าไปใน DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับงานที่ต้องการ บวกวัน, เดือน, ปี หรือเวลา เข้ากับวันที่…
ฟังก์ชัน DATEDIFF() ใช้เพื่อคำนวณความแตกต่างระหว่างวันที่ 2 ค่า โดยผลลัพธ์เป็นจำนวนวัน เหมาะสำหรับงานที่ต้องการคำนวณจำนวนวันระหว่างวันที่สองวัน เช่น การคำนวณอายุ, การหาวันครบกำหนด, หรือการเปรียบเทียบวันหมดอายุ ประโยชน์ของฟังก์ชัน DATEDIFF() รูปแบบการใช้งาน ตัวอย่างการใช้งาน…