MySQL การใช้งานฟังก์ชัน MAKETIME()
ฟังก์ชัน MAKETIME() ใช้เพื่อสร้างค่า TIME ในรูปแบบ HH:MM:SS จากค่าชั่วโมง (HOUR), นาที (MINUTE) และวินาที (SECOND)
ฟังก์ชัน MAKETIME() ใช้เพื่อสร้างค่า TIME ในรูปแบบ HH:MM:SS จากค่าชั่วโมง (HOUR), นาที (MINUTE) และวินาที (SECOND)
ฟังก์ชัน MAKEDATE() ใช้เพื่อสร้างวันที่ (DATE) จากปี (YEAR) และลำดับวันในปี (DAYOFYEAR) เหมาะสำหรับการสร้างวันที่ (DATE) จากเลขปีและเลขวันที่
ฟังก์ชัน LOCALTIMESTAMP() ใช้เพื่อคืนค่าวันและเวลาปัจจุบันของระบบ ในรูปแบบ DATETIME เช่น 2025-04-10 17:00:00 ซึ่งเหมาะสำหรับการบันทึกวันเวลา
ฟังก์ชัน LOCALTIME() ใช้เพื่อคืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบันของระบบ (Local Time) ในรูปแบบ YYYY-MM-DD HH:MM:SS เหมาะกับการบันทึกเวลาการทำรายการ
ฟังก์ชัน LAST_DAY() ใช้เพื่อคืนค่าวันที่ของวันสุดท้ายของเดือน ที่อยู่ในวันเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับการหาวันสุดท้ายของเดือน จากวันที่ที่กำหนด เช่น ใช้คำนวณกำหนดการสิ้นเดือน, การปิดงวดบัญชี หรือกำหนดวันหมดอายุ ประโยชน์ของฟังก์ชัน LAST_DAY() รูปแบบการใช้งาน ตัวอย่างการใช้งาน หาวันสุดท้ายของเดือนเมษายน…
ฟังก์ชัน HOUR() ใช้เพื่อดึง “ชั่วโมง” (0–23) จากค่าเวลาหรือวันเวลา เช่น '15:30:00' หรือ '2025-04-10 08:45:00' เหมาะสำหรับการดึงชั่วโมง (Hour)
ฟังก์ชัน FROM_DAYS() ใช้เพื่อแปลงค่าจำนวนวัน (จำนวนเต็ม) เป็นวันที่ (DATE) โดยถือว่าเริ่มนับจากวันที่ '0000-01-01' มีความสามารถเฉพาะตัวในการแปลงค่าจำนวนวัน (days) เป็นวันที่ (DATE)
ฟังก์ชัน EXTRACT() ใช้เพื่อดึงค่าบางส่วนจากวันที่หรือเวลาที่ระบุ เช่น YEAR, MONTH, DAY, HOUR, MINUTE, SECOND ฯลฯ
ฟังก์ชัน DAYOFYEAR() ใช้เพื่อคืนค่าลำดับของวันที่ในปี จากวันที่ที่ระบุ เช่น '2025-04-10' คือวันที่ 100 ของปี เหมาะสำหรับการคำนวณลำดับวันที่
ฟังก์ชัน DAYOFWEEK() ใช้เพื่อคืนค่าลำดับวันในสัปดาห์ จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP โดยผลลัพธ์จะเป็นเลขระหว่าง 1 ถึง 7
ฟังก์ชัน DAYOFMONTH() ใช้เพื่อดึงเลขวันของเดือน (1–31) จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับสร้างรายงานประจำวัน
ฟังก์ชัน DAYNAME() ใช้เพื่อดึงชื่อของวันในสัปดาห์ จากค่าที่เป็น DATE, DATETIME, หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับการดึงชื่อวันในสัปดาห์
ฟังก์ชัน DAY() ใช้เพื่อดึงเลขวัน (วันที่ในเดือน) จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME, หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับการดึงเลขวันออกมาจากข้อมูลประเภทวันที่
ฟังก์ชัน DATE_SUB() ใช้เพื่อลบช่วงเวลา (INTERVAL) ออกจากค่าที่เป็นวันที่ (DATE, DATETIME, หรือ TIMESTAMP) แล้วคืนผลลัพธ์ออกมา
ฟังก์ชัน DATE_FORMAT() ใช้เพื่อแปลงค่า DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP ให้อยู่ในรูปแบบข้อความ (string) ตามรูปแบบ (format) ที่กำหนด
ฟังก์ชัน DATE_ADD() ใช้เพื่อบวกช่วงเวลา (INTERVAL) เข้าไปใน DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับงานที่ต้องการ บวกวัน, เดือน, ปี หรือเวลา เข้ากับวันที่…
ฟังก์ชัน DATEDIFF() ใช้เพื่อคำนวณความแตกต่างระหว่างวันที่ 2 ค่า โดยผลลัพธ์เป็นจำนวนวัน เหมาะสำหรับงานที่ต้องการคำนวณจำนวนวันระหว่างวันที่สองวัน เช่น การคำนวณอายุ, การหาวันครบกำหนด, หรือการเปรียบเทียบวันหมดอายุ ประโยชน์ของฟังก์ชัน DATEDIFF() รูปแบบการใช้งาน ตัวอย่างการใช้งาน…
ฟังก์ชัน DATE() ใช้เพื่อแยกและคืนค่าเฉพาะวันที่ จากค่าที่เป็น DATETIME, TIMESTAMP หรือแม้แต่ DATE ผลลัพธ์อยู่ในรูปแบบ YYYY-MM-DD
ฟังก์ชัน CURTIME() ใช้เพื่อคืนค่าเวลาปัจจุบันของระบบ โดยไม่รวมวันที่ ผลลัพธ์อยู่ในรูปแบบ HH:MM:SS เช่น 15:30:10
ฟังก์ชัน CURRENT_TIMESTAMP() ใช้เพื่อคืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบันของระบบ ในรูปแบบ YYYY-MM-DD HH:MM:SS เหมาะสำหรับการบันทึกวันและเวลา ณ ขณะนั้น (Date & Time) เช่น เวลาที่มีการสร้างหรืออัปเดตข้อมูล, ระบบล็อก,…
ฟังก์ชัน CURRENT_TIME() ใช้เพื่อคืนค่าเวลาปัจจุบันของระบบ (Current Time) โดยไม่มีวันที่ ผลลัพธ์อยู่ในรูปแบบ HH:MM:SS เช่น 14:32:10
ฟังก์ชัน CURRENT_DATE() ใน MySQL ใช้เพื่อคืนค่าวันที่ปัจจุบันของระบบ (Current Date) โดยอยู่ในรูปแบบ YYYY-MM-DD เช่น 2025-04-10
ฟังก์ชัน CURDATE() ใน MySQL ใช้เพื่อคืนค่าวันที่ปัจจุบัน (Current Date) ของระบบในรูปแบบ YYYY-MM-DD (เช่น 2025-04-10)
ฟังก์ชัน ADDTIME() ใช้เพื่อบวกเวลา (Time) เข้าไปในค่า TIME, DATETIME, หรือ TIMESTAMP ที่กำหนด เหมาะสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการ บวกเวลา (Time) เช่น คำนวณเวลาเลิกงาน,…