DCRUB

DCRUB

SQL การใช้งานฟังก์ชัน MAX

ใน SQL ฟังก์ชัน MAX() ใช้ในการหาค่ามากที่สุด (ค่าสูงสุด) ของข้อมูลในคอลัมน์นั้น ๆ โดยสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการ เช่น การหาค่ามากที่สุดของคอลัมน์เดียว การกรองข้อมูลตามเงื่อนไข หรือการใช้ร่วมกับฟังก์ชันอื่น ๆ การสร้างตารางตัวอย่าง สร้างตารางด้วยคำสั่งดังนี้ จากนั้นแทรกข้อมูลตัวอย่างลงในตาราง employees ด้วยคำสั่งดังนี้ เมื่อได้ข้อมูลตัวอย่างแล้วเราจะมาลองใช้ฟังก์ชัน MAX กันครับ ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชัน MAX() ใน SQL การหาค่าสูงสุดของคอลัมน์ ตัวอย่างพื้นฐานในการหาค่าสูงสุดของคอลัมน์ salary ผลลัพธ์ ฟังก์ชัน MAX() จะคืนค่ามากที่สุดของคอลัมน์ salary ในตาราง employees max_salary—————–80000.00 การหาค่าสูงสุดพร้อมแสดงข้อมูลอื่น ๆ…

SQL การใช้งานฟังก์ชัน MIN

ฟังก์ชัน MIN() ใน SQL ใช้เพื่อคืนค่าที่น้อยที่สุดในคอลัมน์ที่กำหนด ฟังก์ชันนี้มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การหาค่าน้อยที่สุดในกลุ่มของข้อมูล หาค่าขั้นต่ำในแถวที่มีเงื่อนไข หรือแม้กระทั่งการใช้ฟังก์ชัน MIN() ร่วมกับการจัดกลุ่มข้อมูล (GROUP BY) และเงื่อนไข (WHERE) ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชัน MIN() สมมติว่ามีฐานข้อมูลตัวอย่างดังนี้ สร้างฐานข้อมูล ข้อมูลตัวอย่าง การหาค่าต่ำสุดจากคอลัมน์ทั้งหมด ถ้าต้องการหาค่าต่ำสุดจากคอลัมน์ทั้งหมดสามารถเขียนคำสั่งได้ดังนี้ โค้ดนี้จะคืนค่าต่ำสุดของเงินเดือนจากตาราง employees โดยการใช้ฟังก์ชัน MIN(salary) ซึ่งจะหาค่าเงินเดือนที่น้อยที่สุดในตาราง ผลลัพธ์ การหาค่าต่ำสุดในกลุ่มข้อมูล (ใช้ GROUP BY) โค้ดนี้จะหาค่าต่ำสุดของเงินเดือนในแต่ละแผนก โดยทำการจัดกลุ่มข้อมูลตาม department_id ก่อน แล้วหาค่าเงินเดือนที่ต่ำสุดในแต่ละกลุ่ม ผลลัพธ์ การหาค่าต่ำสุดโดยมีเงื่อนไข…

SQL การใช้งาน Aggregate Functions

Aggregate functions ใน SQL ใช้ในการประมวลผลชุดข้อมูลและคืนค่าผลลัพธ์เป็นค่าเดียว ตัวอย่างเช่น การคำนวณผลรวม (SUM), ค่าเฉลี่ย (AVG), ค่ามากที่สุด (MAX), ค่าน้อยที่สุด (MIN), และการนับจำนวนแถว (COUNT) สร้างตารางตัวอย่าง สมมติว่ามีตารางชื่อ Sales ที่เก็บข้อมูลการขายสินค้าดังนี้ การใช้งาน Aggregate Functions SUM (หาผลรวม) ฟังก์ชัน SUM ใช้ในการหาผลรวมของค่าในคอลัมน์ที่เป็นตัวเลข ผลลัพธ์ TotalQuantity————-26 จากตารางตัวอย่าง จะรวมค่าในคอลัมน์ Quantity ได้ผลรวมเป็น 26 AVG (หาค่าเฉลี่ย) ฟังก์ชัน AVG ใช้ในการหาค่าเฉลี่ยของข้อมูล…

SQL การใช้งาน SELECT TOP Clause

SELECT TOP เป็นคำสั่งใน SQL ที่ใช้ในการดึงข้อมูลจำนวนแถวที่จำกัดจากตาราง เช่น ดึงข้อมูลเฉพาะแถวแรกๆ หรือแถวที่มากที่สุด โดยรูปแบบการใช้งานหลักๆ คือการระบุจำนวนแถวที่ต้องการให้อยู่ในผลลัพธ์ของคำสั่ง SELECT รูปแบบการใช้งานพื้นฐานของ SELECT TOP ในบางระบบฐานข้อมูล เช่น SQL Server เราสามารถใช้คำสั่ง TOP ร่วมกับ % เพื่อดึงข้อมูลในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ได้อีกด้วย เช่น ตัวอย่างการใช้งาน SELECT TOP Clause สมมติว่าเรามีตาราง Employees ที่มีข้อมูลดังนี้ สร้างตารางใน MS SQL Server การดึงข้อมูลตามจำนวนแถวที่ระบุ ถ้าต้องการดึงข้อมูลพนักงาน 3 คนแรก ผลลัพธ์ที่ได้…

SQL การใช้งาน DELETE Statement

คำสั่ง DELETE ใน SQL ใช้สำหรับการลบข้อมูลจากตารางในฐานข้อมูล การลบนี้จะทำในระดับของแถว (row) ไม่ได้ทำการลบโครงสร้างของตารางหรือฟิลด์ในตาราง การใช้งานหลัก ๆ ของคำสั่ง DELETE จะต้องระบุเงื่อนไข (WHERE clause) ว่าต้องการลบข้อมูลแถวไหน หากไม่มีการระบุเงื่อนไข คำสั่ง DELETE จะทำการลบทุกแถวในตารางนั้น รูปแบบของคำสั่ง DELETE ตัวอย่างที่ 1: ลบข้อมูลที่มีเงื่อนไข สมมติว่าเรามีตาราง Customers ที่มีข้อมูลดังนี้ หากต้องการลบข้อมูลของลูกค้าที่อยู่ในเมือง “Chicago” คำสั่งจะเป็นดังนี้ หลังจากรันคำสั่งนี้ ข้อมูลของ Mary Jones จะถูกลบออกจากตาราง ตัวอย่างที่ 2: ลบข้อมูลทุกแถวในตาราง หากต้องการลบข้อมูลทุกแถวในตาราง…

SQL การใช้งาน UPDATE Statement

คำสั่ง UPDATE ใน SQL ใช้เพื่อปรับปรุงข้อมูลในตารางที่มีอยู่ โดยสามารถอัปเดตข้อมูลในคอลัมน์หนึ่งหรือหลายคอลัมน์ได้ พร้อมกับการกำหนดเงื่อนไขว่าแถวใดที่ต้องการอัปเดต การใช้งานคำสั่งนี้มีรูปแบบที่ยืดหยุ่น สามารถประยุกต์ใช้ในหลายๆ สถานการณ์ รูปแบบพื้นฐานของคำสั่ง UPDATE ตัวอย่างการใช้งาน 1. อัปเดตข้อมูลเฉพาะบางแถว ถ้าเรามีตาราง employees ที่เก็บข้อมูลของพนักงาน และต้องการอัปเดตเงินเดือนของพนักงานที่มี employee_id เท่ากับ 5 เขียนคำสั่งได้ดังนี้ 2. อัปเดตหลายคอลัมน์พร้อมกัน สามารถอัปเดตข้อมูลในหลายคอลัมน์ในคำสั่งเดียว ตัวอย่างเช่น ต้องการอัปเดตทั้งเงินเดือนและตำแหน่งงานของพนักงานที่มี employee_id เท่ากับ 5 3. อัปเดตทุกแถวในตาราง หากต้องการอัปเดตทุกแถวในตาราง เช่น ต้องการเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานทุกคน 10% หมายเหตุ: การไม่ใส่เงื่อนไข WHERE…

SQL การจัดการกับ NULL Value

การจัดการกับค่า NULL ใน SQL เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจาก NULL แทนค่าที่ไม่มีข้อมูลหรือไม่ทราบข้อมูล การจัดการกับ NULL ใน SQL สามารถทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ การจัดการกับค่า NULL การจัดการ NULL ที่สามารถพบได้บ่อยๆ 1. การตรวจสอบค่า NULL ด้วย IS NULL และ IS NOT NULL ใช้เพื่อกรองข้อมูลที่เป็น NULL หรือไม่เป็น NULL ตัวอย่าง คำสั่งนี้จะเลือกข้อมูลจากตาราง customers ที่มีค่า address เป็น NULL…

SQL การใช้งาน INSERT INTO Statement

คำสั่ง INSERT INTO ใน SQL ใช้สำหรับเพิ่มข้อมูลใหม่ลงในตารางในฐานข้อมูล รูปแบบการใช้งานมีหลายรูปแบบดังนี้ การใช้งานคำสั่ง INSERT INTO 1. การใช้ INSERT INTO แบบระบุทุกคอลัมน์ การใช้รูปแบบนี้เราจะต้องระบุคอลัมน์ทั้งหมดที่ต้องการเพิ่มข้อมูล และตามด้วยค่าของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม โดยสามารถเพิ่มเพียงหนึ่งแถวหรือหลายแถวก็ได้ รูปแบบคำสั่ง ตัวอย่าง 2. การใช้ INSERT INTO โดยไม่ระบุคอลัมน์ ถ้าต้องการเพิ่มข้อมูลโดยไม่ระบุคอลัมน์ ต้องแน่ใจว่าค่าข้อมูลที่ใส่เข้ามาในคำสั่งตรงกับคอลัมน์ทั้งหมดของตาราง และเรียงลำดับตามที่ปรากฏในตาราง รูปแบบคำสั่ง ตัวอย่าง 3. การใช้ INSERT INTO แบบเพิ่มหลายแถวพร้อมกัน เราสามารถเพิ่มหลายแถวได้พร้อมกันโดยใช้คำสั่ง INSERT INTO และใช้ค่า VALUES…

SQL การใช้งาน NOT Operator

ใน SQL, โอเปอเรเตอร์ NOT ใช้เพื่อกลับค่าความจริง (True เป็น False และ False เป็น True) และมักใช้เพื่อกรองข้อมูลที่ไม่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอย่างการใช้งาน NOT สามารถใช้ร่วมกับเงื่อนไขต่างๆ เช่น WHERE, IN, EXISTS, และอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกรองข้อมูลในแบบที่ต้องการ รูปแบบการใช้งานโอเปอเรเตอร์ NOT สมมติว่ามีฐานข้อมูลชื่อ Employees ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ สร้างตารางและแทรกข้อมูล การใช้งาน NOT ร่วมกับ WHERE ดึงข้อมูลพนักงานที่อายุน้อยกว่า 30 ปี จะได้ผลลัพธ์ดังนี้ การใช้งาน NOT ร่วมกับ…

SQL การใช้งาน OR Operator

โอเปอเรเตอร์ OR ใน SQL เป็นหนึ่งใน operator ที่ใช้ในการกรองข้อมูล โดยจะใช้เมื่อเราต้องการเลือกข้อมูลที่เป็นจริง (TRUE) เมื่อเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งหรือทั้งสองเงื่อนไขเป็นจริง รูปแบบการใช้งานทั่วไปของ OR Operator รูปแบบการใช้งานเป็นดังนี้ โอเปอเรเตอร์ OR จะทำให้เงื่อนไขใน WHERE statement คืนค่าจริงหากหนึ่งในเงื่อนไขที่กำหนดเป็นจริง สร้างตารางข้อมูลตัวอย่าง เราจะใช้ตารางชื่อ Customers เป็นตัวอย่าง สร้างตารางด้วยคำสั่งนี้ แทรกข้อมูลในตารางด้วยคำสั่งนี้ เราจะมีข้อมูลตัวอย่างดังนี้ ถ้าเราต้องการดึงข้อมูลลูกค้าที่อยู่ใน USA หรือ UK สามารถเขียนคำสั่ง SQL ดังนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ การใช้งานร่วมกับ AND OR สามารถใช้ร่วมกับ AND…

SQL การใช้งาน AND Operator

โอเปอเรเตอร์ AND ใน SQL ใช้ในการเชื่อมเงื่อนไขหลายเงื่อนไขเข้าด้วยกันในคำสั่ง SQL โดยทำงานเมื่อทุกเงื่อนไขที่เชื่อมกันนั้นต้องเป็นจริงทั้งหมด จึงจะได้ผลลัพธ์ ตัวอย่างเช่น หากมีหลายเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเลือกข้อมูลจากฐานข้อมูล การใช้ AND จะช่วยกรองข้อมูลที่ตรงกับเงื่อนไขทั้งหมดพร้อมกัน รูปแบบการใช้งานพื้นฐานของโอเปเรอเตอร์ AND รูปแบบการใช้งานเป็นดังนี้ ตัวอย่าง คำสั่งนี้จะเลือกข้อมูลพนักงานจากตาราง employees ที่อยู่ในแผนก Sales และมีเงินเดือนมากกว่า 50,000 เท่านั้น การใช้ AND กับเงื่อนไขที่ซับซ้อน นอกจากการใช้ AND แบบพื้นฐานแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้ในกรณีที่มีการจัดกลุ่มเงื่อนไขซ้อนกัน เช่นการใช้ร่วมกับ OR และกลุ่มของเงื่อนไข (การจัดกลุ่มด้วยเครื่องหมายวงเล็บ) ตัวอย่าง คำสั่งนี้จะเลือกพนักงานที่อยู่ในแผนก Sales หรือ Marketing…

SQL การใช้งาน ORDER BY Keyword

คำสั่ง ORDER BY ใน SQL ใช้สำหรับเรียงลำดับผลลัพธ์จากคำสั่ง SELECT ตามคอลัมน์ที่เราต้องการ โดยเราสามารถเลือกเรียงลำดับข้อมูลได้ทั้งแบบเรียงจากน้อยไปมาก (ascending) และมากไปน้อย (descending) การใช้งานพื้นฐานของ ORDER BY รูปแบบการใช้งานพื้นฐานของ ORDER BY คือ ตัวอย่างการใช้งาน เรียงลำดับข้อมูลตามคอลัมน์เดียว จากตัวอย่าง ข้อมูลจะถูกเรียงตามอายุจากน้อยไปมาก เรียงลำดับข้อมูลจากมากไปน้อย จากตัวอย่าง ข้อมูลจะถูกเรียงตามอายุจากมากไปน้อย เรียงลำดับข้อมูลหลายคอลัมน์ จากตัวอย่าง ข้อมูลจะถูกเรียงตามเมือง (city) จากน้อยไปมากก่อน แล้วเรียงตามอายุ (age) จากมากไปน้อยภายในแต่ละเมือง ใช้เลขดัชนีของคอลัมน์ใน ORDER BY จากตัวอย่าง ข้อมูลจะถูกเรียงตามคอลัมน์ที่ 3…

SQL การใช้งาน WHERE Clause

WHERE Clause ใน SQL ใช้เพื่อกรองข้อมูลตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะเลือกเฉพาะแถว (rows) ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้เท่านั้น และสามารถใช้งานกับคำสั่ง SQL หลัก ๆ เช่น SELECT, UPDATE, DELETE ได้ การใช้งาน WHERE Clause ตัวอย่างการใช้งานของ WHERE Clause ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้มีดังนี้ 1. การเปรียบเทียบค่า สามารถใช้เครื่องหมายเปรียบเทียบ เช่น =, >, <, >=, <=, <> (ไม่เท่ากับ) ดังตัวอย่าง คำสั่งนี้จะเลือกข้อมูลจากตาราง employees เฉพาะพนักงานที่มีเงินเดือนมากกว่า 50,000 2.…

SQL การใช้งาน DISTINCT Statement

คำสั่ง DISTINCT ใน SQL ใช้สำหรับการกรองผลลัพธ์ที่ซ้ำกันออกจากการ Query ข้อมูล ซึ่งช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ที่ไม่ซ้ำกันในคอลัมน์หรือชุดข้อมูลที่เราต้องการดึงออกมา โดยสามารถประยุกต์ใช้งานได้ในหลายรูปแบบ ดังนี้ SELECT DISTINCT ในคอลัมน์เดียว ใช้กรองข้อมูลไม่ให้มีข้อมูลซ้ำกันในคอลัมน์เดียว ตัวอย่าง คำสั่งนี้จะดึงค่าที่ไม่ซ้ำกันจากคอลัมน์ country ในตาราง customers ออกมา SELECT DISTINCT หลายคอลัมน์ สามารถใช้ DISTINCT กับหลายคอลัมน์พร้อมกันได้ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นการกรองค่าที่ไม่ซ้ำกันของชุดข้อมูลทั้งหมดในคอลัมน์ที่กำหนด ตัวอย่าง กรณีนี้จะดึงชุดข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันทั้งในคอลัมน์ country และ city หากทั้งสองคอลัมน์มีค่าเหมือนกัน ค่าที่ซ้ำจะไม่ถูกดึงออกมา การใช้ SELECT DISTINCT ร่วมกับฟังก์ชันอื่น สามารถใช้งาน DISTINCT…

SQL การใช้งาน SELECT Statement

น SQL, คำสั่ง SELECT ใช้เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล คำสั่งนี้เป็นพื้นฐานของการดึงข้อมูลจากตารางในฐานข้อมูล และสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น การเลือกเฉพาะบางคอลัมน์ การกรองข้อมูล การจัดกลุ่มข้อมูล หรือการเรียงลำดับข้อมูลได้ การใช้งาน SELECT เบื้องต้น คำสั่ง SELECT จะดึงข้อมูลจากทุกคอลัมน์ในตาราง มีรูปแบบการใช้งานดังนี้ ตัวอย่าง คำสั่งนี้จะดึงข้อมูลทั้งหมดจากตาราง employees การเลือกเฉพาะคอลัมน์ที่ต้องการ เราสามารถระบุเฉพาะคอลัมน์ที่ต้องการแสดงข้อมูลได้ โดยมีรูปแบบการใช้งานดังนี้ ตัวอย่าง คำสั่งนี้จะดึงเฉพาะข้อมูลของคอลัมน์ first_name และ last_name จากตาราง employees การใช้ WHERE เพื่อกรองข้อมูล คำสั่ง WHERE ใช้เพื่อกรองข้อมูลที่ตรงกับเงื่อนไขที่ระบุ มีรูปแบบการใช้งานดังนี้ ตัวอย่าง…

HTML5 การใช้งาน wbr Tag

แท็ก <wbr> ใน HTML5 ย่อมาจาก “Word Break Opportunity” ซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกตำแหน่งที่เหมาะสมให้เบราว์เซอร์ตัดคำหรือขึ้นบรรทัดใหม่ หากคำหรือข้อความยาวเกินพื้นที่ที่มีอยู่ในบรรทัดเดียว การใช้งานพื้นฐาน ตัวอย่างการใช้งาน ข้อความยาว ๆ ที่ไม่สามารถตัดบรรทัดได้ ในตัวอย่างนี้ ข้อความจะตัดที่ตำแหน่ง <wbr> เมื่อมันเกินความกว้างของพื้นที่บรรทัด ตัดคำใน URL ยาว ๆ ในตัวอย่างนี้ ถ้าพื้นที่ของบรรทัดไม่พอ URL จะถูกตัดในตำแหน่งที่ <wbr> วางไว้ การประยุกต์ใช้งานอื่น ๆ ในภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช้การเว้นวรรคสำหรับการตัดคำ เช่น ภาษาไทยหรือภาษาจีน: แม้ในภาษาที่ไม่ใช้การเว้นวรรคในการตัดคำ <wbr> ก็ยังมีประโยชน์ในบางกรณีที่ต้องการบังคับการตัดบรรทัด เช่น…

HTML5 การใช้งาน video Tag

การใช้แท็ก <video> ใน HTML5 เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการแทรกวิดีโอลงในหน้าเว็บ โดยไม่ต้องพึ่งพา plugin เสริม เช่น Flash เนื่องจาก HTML5 รองรับการเล่นวิดีโอภายในตัวเอง โดยมีการใช้รูปแบบไฟล์ที่หลากหลาย เช่น MP4, WebM, และ Ogg โดยแท็ก <video> มีคุณสมบัติและ attribute ที่หลากหลายเพื่อปรับแต่งการแสดงผลและการเล่นวิดีโอ การใช้งานพื้นฐานของแท็ก <video> โครงสร้างพื้นฐานของแท็ก <video> จะเป็นดังนี้ ในตัวอย่างนี้ มีการใช้แหล่งของไฟล์วิดีโอ (MP4, WebM, Ogg) เพื่อรองรับเบราว์เซอร์ที่ต่างกัน เบราว์เซอร์จะเลือกเล่นไฟล์ที่รองรับได้ดีที่สุด โดยใช้แท็ก <source> เพื่อกำหนดแหล่งของไฟล์ Attribute…

HTML5 การใช้งาน var Tag

ใน HTML5 แท็ก <var> ใช้เพื่อกำหนดตัวแปรในโปรแกรมหรือสมการทางคณิตศาสตร์ เป็นการบอกให้เบราว์เซอร์รู้ว่าข้อความภายในแท็กนี้เป็นตัวแปร ซึ่งจะทำให้ข้อความถูกแสดงด้วยฟอนต์เอนตามค่าเริ่มต้น (italic) เพื่อให้แตกต่างจากข้อความธรรมดา รูปแบบการใช้งานแท็ก var ตัวแปรในสมการทางคณิตศาสตร์: ใช้แท็ก <var> เพื่อแสดงค่าตัวแปรทางคณิตศาสตร์ เช่น x, y, z ในสมการ ตัวอย่าง ผลลัพธ์ The area of a circle is A = πr² ในที่นี้ ตัวแปร A และ r จะแสดงเป็นฟอนต์เอน ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าค่าเหล่านี้เป็นตัวแปร ตัวแปรในโปรแกรม: ใช้แท็ก…

HTML5 การใช้งาน ul Tag

แท็ก <ul> (Unordered List) ใน HTML5 ใช้สำหรับการสร้างรายการแบบไม่เรียงลำดับ ซึ่งรายการจะถูกแสดงเป็นสัญลักษณ์หรือ bullet point แทนการเรียงลำดับด้วยตัวเลขหรืออักษร มีโครงสร้างพื้นฐานดังนี้ อธิบายการใช้งาน รูปแบบที่สามารถประยุกต์ใช้ รูปแบบการนำแท็ก <ul> ไปประยุกต์ใช้งานมีดังนี้ รายการพื้นฐาน รายการพื้นฐานจะใช้แท็ก <ul> ร่วมกับ <li> เพื่อสร้างรายการที่มีสัญลักษณ์เป็นจุดกลม (default) การซ้อนรายการ สามารถซ้อนรายการภายในรายการได้ โดยการใช้ <ul> ซ้อนอยู่ภายใน <li> การเปลี่ยนรูปแบบของสัญลักษณ์ bullet สามารถใช้ CSS เพื่อเปลี่ยนสัญลักษณ์ของรายการ เช่น การใช้ list-style-type เพื่อเปลี่ยนจากจุดกลมเป็นรูปแบบอื่น ๆ…

HTML5 การใช้งาน u Tag

น HTML5 แท็ก <u> ถูกนำมาใช้เพื่อ ขีดเส้นใต้ (underline) ข้อความ ซึ่งใน HTML เวอร์ชันก่อนหน้านี้ถือเป็นการตกแต่งข้อความเป็นหลัก แต่ใน HTML5 นั้น แท็ก <u> ได้ถูกปรับปรุงให้มีความหมายในการใช้งานที่ชัดเจนขึ้น โดยใช้เพื่อ แสดงเนื้อหาที่ต้องการเน้นการอ่าน (non-textual annotation) เช่น คำศัพท์จากภาษาต่างประเทศ หรือตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในเอกสาร การใช้งานพื้นฐานของแท็ก <u> ใน HTML5 ตัวอย่างที่ 1: ขีดเส้นใต้ข้อความทั่วไป ผลลัพธ์: ข้อความ “underlined text” จะถูกขีดเส้นใต้ ตัวอย่างที่ 2: ขีดเส้นใต้คำที่ต้องการเน้นเพราะเป็นคำภาษาต่างประเทศ ผลลัพธ์:…

HTML5 การใช้งาน track Tag

ใน HTML5, แท็ก <track> ถูกใช้เพื่อเพิ่มคำบรรยายหรือข้อมูล metadata ให้กับวิดีโอหรือเสียงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น คำบรรยาย (subtitles), คำบรรยายคำพูด (captions), และคำอธิบายเสียง (descriptions) โดยแท็กนี้จะทำงานร่วมกับแท็ก <video> หรือ <audio> การใช้งาน <track> มักใช้ในกรณีที่ต้องการให้ผู้ใช้สามารถเลือกเปิด/ปิดคำบรรยายในขณะดูวิดีโอ รูปแบบการใช้งานแท็ก <track> 1. การใช้งานพื้นฐาน: Subtitles (คำบรรยายภาษา) สามารถใช้แท็ก <track> เพื่อแสดงคำบรรยายที่เป็นภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาในวิดีโอ 2. Captions (คำบรรยายคำพูด) คำบรรยายคำพูดนั้นจะแสดงสิ่งที่ถูกพูดในวิดีโอ รวมถึงเสียงอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น เสียงเพลงหรือเสียงเอฟเฟกต์…

HTML5 การใช้งาน tr Tag

แท็ก <tr> ใน HTML5 ใช้สำหรับกำหนดแถว (row) ในตาราง <table> แท็กนี้จะทำงานร่วมกับแท็ก <th> และ <td> ซึ่งใช้เพื่อแสดงข้อมูลส่วนหัวและข้อมูลภายในแถวตามลำดับ พื้นฐานการใช้งานแท็ก <tr> ในตัวอย่างนี้ การใช้งาน <tr> ในการจัดกลุ่มข้อมูล เราสามารถใช้แท็ก <tr> เพื่อสร้างแถวที่จัดกลุ่มข้อมูลเข้าด้วยกัน เช่น การจัดกลุ่มแถวหัวข้อและข้อมูลไว้คนละกลุ่ม ในตัวอย่างนี้ การปรับแต่งแถวด้วย CSS สามารถใช้ CSS เพื่อปรับแต่งแถวในตารางเพื่อเพิ่มความสวยงามได้ เช่น การเปลี่ยนสีของแถว หรือการใส่เงื่อนไขการแสดงผล ในตัวอย่างนี้ เราใช้คุณสมบัติ style เพื่อเปลี่ยนสีพื้นหลังของแถว การรวมเซลล์ (Colspan และ…

HTML5 การใช้งาน title Tag

ใน HTML5, แท็ก <title> ใช้ในการกำหนดชื่อของหน้าเว็บ ซึ่งจะแสดงในแถบชื่อของเบราว์เซอร์ และในแท็บต่าง ๆ ที่ผู้ใช้เปิด นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการปรับแต่ง SEO (Search Engine Optimization) เพราะชื่อที่อยู่ในแท็ก <title> จะถูกใช้โดยเสิร์ชเอนจิ้นเพื่อระบุว่าหน้านั้นเกี่ยวข้องกับอะไร รูปแบบการใช้งานแท้ก <title> การใช้งานพื้นฐาน ใช้เพื่อระบุชื่อของหน้าเว็บ โดยต้องอยู่ภายใน <head> ของเอกสาร HTML ดังตัวอย่าง ในตัวอย่างนี้ ชื่อ “ดีครับดอทคอม” จะแสดงในแถบชื่อของเบราว์เซอร์ การปรับแต่ง SEO ใช้คำที่มีความหมายชัดเจน และเป็นคำที่เสิร์ชเอนจิ้นสามารถอ่านและเข้าใจได้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้หน้าเว็บติดอันดับการค้นหาได้ดีขึ้น ในตัวอย่างนี้ มีการใช้คำที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง ซึ่งช่วยให้คนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรีสอร์ทในระยองเจอเว็บนี้ได้ง่ายขึ้น การใช้งาน <title>…

HTML5 การใช้งาน time Tag

ใน HTML5 มีแท็ก <time> ซึ่งใช้สำหรับการกำหนดเวลา วันที่ หรือช่วงเวลาต่าง ๆ โดยข้อมูลที่อยู่ใน <time> จะมีโครงสร้างเชิงความหมาย (semantic) ชัดเจนว่ามีการระบุวันที่หรือเวลา ทำให้เครื่องมือค้นหา (search engine) หรือโปรแกรมอื่น ๆ สามารถทำความเข้าใจข้อมูลได้ดีขึ้น รูปแบบการใช้งานแท็ก <time> 1. ใช้สำหรับระบุวันที่ เราสามารถใช้ <time> เพื่อระบุวันที่ได้ โดยใช้แอตทริบิวต์ datetime เพื่อบอกให้เครื่องมือเข้าใจวันที่นั้น ๆ ในรูปแบบที่มาตรฐาน แต่เราสามารถแสดงวันที่ในรูปแบบที่มนุษย์อ่านได้ ตัวอย่าง จากตัวอย่าง 2. ใช้สำหรับระบุเวลา <time> ยังสามารถใช้ระบุเวลาที่แน่นอนได้ ตัวอย่าง จากตัวอย่าง…