MySQL การใช้งานฟังก์ชัน SUBTIME()
ฟังก์ชัน SUBTIME() ใช้เพื่อลบเวลาออกจากค่า TIME หรือ DATETIME ที่กำหนด เพื่อหาค่าเวลาก่อนหน้า เช่น ลบ 2 ชั่วโมง, 30 นาที, หรือ 45 วินาที เป็นต้น
เรียนรู้ การจัดการฐานข้อมูล MySQL ตั้งแต่การสร้างฐานข้อมูล ตาราง การเขียนคำสั่ง SQL สำหรับเพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูล การจัดการสิทธิ์ผู้ใช้ และเทคนิคการสำรองและกู้คืนข้อมูล เพื่อดูแลระบบฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย
ฟังก์ชัน SUBTIME() ใช้เพื่อลบเวลาออกจากค่า TIME หรือ DATETIME ที่กำหนด เพื่อหาค่าเวลาก่อนหน้า เช่น ลบ 2 ชั่วโมง, 30 นาที, หรือ 45 วินาที เป็นต้น
ฟังก์ชัน SUBDATE() ใช้เพื่อลบจำนวนวัน หรือช่วงเวลา (interval) ออกจากวันที่ (DATE, DATETIME) ที่กำหนด เหมาะสำหรับการคำนวณวันก่อนหน้า
ฟังก์ชัน STR_TO_DATE() ใช้เพื่อแปลงข้อความ (String) ที่เป็นรูปแบบวัน/เวลา ให้เป็นชนิดข้อมูล DATE, DATETIME, หรือ TIME
ฟังก์ชัน SEC_TO_TIME() ใช้เพื่อแปลงค่า “วินาที” (เช่น 3600, 3661, 7320) เป็นเวลาในรูปแบบ HH:MM:SS…
ฟังก์ชัน SECOND() ใช้เพื่อดึงค่าวินาทีจากเวลาที่อยู่ในฟอร์แมต TIME, DATETIME, หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลตามวินาที
ฟังก์ชัน QUARTER() ใช้เพื่อคืนค่าไตรมาสของปี (1–4) จากวันที่ที่กำหนด เหมาะสำหรับการ ดึงข้อมูลไตรมาส (1–4) จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME, หรือ TIMESTAMP
ฟังก์ชัน PERIOD_DIFF() ใช้เพื่อคำนวณจำนวนเดือนระหว่างช่วงเวลาสองค่าที่อยู่ในรูปแบบ YYYYMM โดยคืนค่าผลลัพธ์เป็นจำนวนเดือนทั้งหมดระหว่างช่วงเวลา
ฟังก์ชัน PERIOD_ADD() ใช้เพื่อบวกจำนวนเดือน (n) เข้ากับค่าช่วงเวลา (period) ที่อยู่ในรูปแบบ YYYYMM (ปีและเดือน) เช่น PERIOD_ADD(202404, 3)
ฟังก์ชัน NOW() ใช้เพื่อคืนค่า "วันและเวลาปัจจุบัน" ของระบบ ในรูปแบบ DATETIME เหมาะกับการบันทึกเวลาการสร้างหรือปรับปรุงข้อมูล
ฟังก์ชัน MONTHNAME() ใช้เพื่อคืนชื่อเดือน (แบบเต็ม) จากข้อมูลวันเวลา เช่น 'April', 'December' เหมาะสำหรับการแสดงผลที่เข้าใจง่าย
ฟังก์ชัน MONTH() ใช้เพื่อดึงเลขเดือน (1–12) จากข้อมูลวันที่หรือวันเวลา เหมาะสำหรับการกรอง, วิเคราะห์ หรือจัดกลุ่มข้อมูลตามเดือน
ฟังก์ชัน MINUTE() ใช้เพื่อดึงค่าของ “นาที” จากข้อมูลประเภท TIME, DATETIME, หรือ TIMESTAMP เหมาะกับการวิเคราะห์ข้อมูลรายนาที…
ฟังก์ชัน MICROSECOND() ใช้เพื่อดึงค่าไมโครวินาที (0–999999) จาก DATETIME(6) หรือ TIME(6) ที่รองรับความละเอียดระดับไมโครวินาที
ฟังก์ชัน MAKETIME() ใช้เพื่อสร้างค่า TIME ในรูปแบบ HH:MM:SS จากค่าชั่วโมง (HOUR), นาที (MINUTE) และวินาที (SECOND)
ฟังก์ชัน MAKEDATE() ใช้เพื่อสร้างวันที่ (DATE) จากปี (YEAR) และลำดับวันในปี (DAYOFYEAR) เหมาะสำหรับการสร้างวันที่ (DATE) จากเลขปีและเลขวันที่
ฟังก์ชัน LOCALTIMESTAMP() ใช้เพื่อคืนค่าวันและเวลาปัจจุบันของระบบ ในรูปแบบ DATETIME เช่น 2025-04-10 17:00:00 ซึ่งเหมาะสำหรับการบันทึกวันเวลา
ฟังก์ชัน LOCALTIME() ใช้เพื่อคืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบันของระบบ (Local Time) ในรูปแบบ YYYY-MM-DD HH:MM:SS เหมาะกับการบันทึกเวลาการทำรายการ
ฟังก์ชัน LAST_DAY() ใช้เพื่อคืนค่าวันที่ของวันสุดท้ายของเดือน ที่อยู่ในวันเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับการหาวันสุดท้ายของเดือน จากวันที่ที่กำหนด เช่น ใช้คำนวณกำหนดการสิ้นเดือน, การปิดงวดบัญชี หรือกำหนดวันหมดอายุ…
ฟังก์ชัน HOUR() ใช้เพื่อดึง “ชั่วโมง” (0–23) จากค่าเวลาหรือวันเวลา เช่น '15:30:00' หรือ '2025-04-10 08:45:00' เหมาะสำหรับการดึงชั่วโมง (Hour)
ฟังก์ชัน FROM_DAYS() ใช้เพื่อแปลงค่าจำนวนวัน (จำนวนเต็ม) เป็นวันที่ (DATE) โดยถือว่าเริ่มนับจากวันที่ '0000-01-01' มีความสามารถเฉพาะตัวในการแปลงค่าจำนวนวัน (days) เป็นวันที่ (DATE)
ฟังก์ชัน EXTRACT() ใช้เพื่อดึงค่าบางส่วนจากวันที่หรือเวลาที่ระบุ เช่น YEAR, MONTH, DAY, HOUR, MINUTE, SECOND ฯลฯ
ฟังก์ชัน DAYOFYEAR() ใช้เพื่อคืนค่าลำดับของวันที่ในปี จากวันที่ที่ระบุ เช่น '2025-04-10' คือวันที่ 100 ของปี เหมาะสำหรับการคำนวณลำดับวันที่
ฟังก์ชัน DAYOFWEEK() ใช้เพื่อคืนค่าลำดับวันในสัปดาห์ จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP โดยผลลัพธ์จะเป็นเลขระหว่าง 1 ถึง 7
ฟังก์ชัน DAYOFMONTH() ใช้เพื่อดึงเลขวันของเดือน (1–31) จากข้อมูลประเภท DATE, DATETIME หรือ TIMESTAMP เหมาะสำหรับสร้างรายงานประจำวัน